การพัฒนาหุ่นจำลองฝึกทักษะการฉีดยาเข้าชั้นกล้ามเนื้อสะโพก*
Main Article Content
บทคัดย่อ
การฉีดยาเข้าชั้นกล้ามเนื้อเป็นทักษะพื้นฐานทางการพยาบาลที่สำคัญ
และต้องใช้ความระมัดระวังในการบริหารยาอย่างมาก ต้องใช้ความรู้ด้านกายวิภาคศาสตร์ในการเลือกตำแหน่งฉีดยาที่เหมาะสม รวมทั้งหลักการและเทคนิคการฉีดยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฉีดยาเข้าชั้นกล้ามเนื้อสะโพก ซึ่งหากระบุตำแหน่งฉีดยาไม่ถูกต้องจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายต่อเส้นประสาทเซียติก (sciatic nerve) และหลอดเลือดบริเวณกล้ามเนื้อสะโพก การฝึกทักษะการฉีดยาเข้าชั้นกล้ามเนื้อสะโพกสำหรับนักศึกษาพยาบาลให้เกิดความชำนาญ จึงมีความสำคัญต่อการให้การพยาบาลที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การฝึกแบบดั้งเดิมยังคงพึ่งพาหุ่นจำลองที่มีการนำเข้าจากต่างประเทศที่มีราคาแพง และมีจำนวนจำกัด ซึ่งอาจก่อให้เกิดข้อกังวลด้านจริยธรรม ความปลอดภัย และข้อจำกัดในการเข้าถึง โดยเฉพาะในสถานศึกษาพยาบาลที่ขาดแคลนหุ่นจำลองที่สมจริงและมีราคาย่อมเยาสำหรับฝึกการฉีดยากล้ามเนื้อบริเวณสะโพก จึงทำให้โอกาสในการฝึกปฏิบัติลดลง ส่งผลต่อความมั่นใจและประสิทธิภาพของนักศึกษาพยาบาล ดังนั้น การพัฒนาหุ่นจำลองที่มีความคงทน ราคาประหยัด และเหมือนจริงทางกายวิภาค ศาสตร์จึงมีความจำเป็น เพื่อยกระดับผลลัพธ์ในการเรียนรู้ของนักศึกษาพยาบาล วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1)เพื่อพัฒนาหุ่นจำลองฝึกทักษะการฉีดยาเข้าชั้นกล้ามเนื้อสะโพก และ 2)เพื่อประเมินประสิทธิผลของหุ่นจำลองดังกล่าว
การพัฒนาหุ่นจำลองฝึกทักษะการฉีดยาเข้าชั้นกล้ามเนื้อสะโพกใช้ระเบี
ยบวิธีการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R& D) แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ศึกษาความต้องการในการพัฒนาหุ่นจำลองการฉีดยาเข้าชั้นกล้ามเนื้อสะโพกและทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง 2)พัฒนาหุ่นจำลองโดยใช้วัสดุซิลิโคนชนิดนุ่มและแข็งผสมผสานกันเพื่อจำลองชั้นกล้ามเนื้อและกระดูก โดยอ้างอิงลักษณะทางกายวิภาค สามารถคลำปุ่มกระดูกที่สำคัญซึ่งใช้ในการกำหนดตำแหน่งการฉีดยาได้ และนำหุ่นต้นแบบให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินความถูกต้องทางกายวิภาคและตำแหน่งที่เหมาะสมในการแทงเข็ม จากนั้นนำวงจรอิเล็กทรอนิกส์ประกอบด้วยสองส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนเซ็นเซอร์ตรวจจับเข็มแบบโลหะ และส่วนประมวลผลและควบคุม 3)ประเมินประสิทธิผลของหุ่นจำลอง ฯ กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วยนักศึกษาพยาบาล 30 คน และอาจารย์พยาบาล 5 คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบประเมินประสิทธิผลของหุ่นจำลองฝึกทักษะฉีดยาเข้าชั้นกล้ามเนื้อสะโพก วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความถี่ และร้อยละ และ 4) ปรับปรุงและพัฒนาหุ่นจำลองฯ
ผลการวิจัย พบว่า หุ่นจำลองฝึกทักษะการฉีดยาเข้าชั้นกล้ามเนื้อบริเวณสะโพกที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลโดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยด้านที่ได้รับคะแนนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ วิธีการใช้ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และมีความคุ้มค่าในด้านราคาเมื่อเปรียบเทียบกับประโยชน์ ขณะที่ 5 อันดับที่ได้คะแนนต่ำสุด ได้แก่ 1)
มีความยืดหยุ่นสัมผัสแล้วให้ความรู้สึกเสมือนจริง 2) มีลักษณะภายนอกเสมือนของจริง 3) สามารถแสดงโครงสร้างภายนอกของสะโพกได้ 4) ขนาดและน้ำหนัก เหมาะสม สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย และ 5)สัญญาณเตือนมีความแม่นยำ หุ่นจำลองที่พัฒนาขึ้นสำหรับการฝึกฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อบริเวณสะโพก เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพช่วยเพิ่มพูนความรู้และทักษะของนักศึกษาพยาบาล อีกทั้งยังปลอดภัย
สามารถฝึกซ้ำได้ และให้ประสบการณ์ที่ใกล้เคียงของจริง คะแนนความพึงพอใจในระดับสูงยังสะท้อนถึงคุณค่าของหุ่นในบริบทของการเรียนการสอนด้านการพยาบาล อีกทั้งยังมีความคุ้มค่าและสามารถผลิตซ้ำได้ง่าย จึงเหมาะกับสถาบันการศึกษาที่มีงบประมาณจำกัด ข้อเสนอแนะในการพัฒนาต่อยอดและงานวิจัยในอนาคต ได้แก่ 1) การปรับปรุงคุณภาพหุ่นให้ดีขึ้น เช่น พัฒนาวัสดุให้ยืดหยุ่นและเสมือนจริงมากขึ้น ปรับปรุงระบบเตือนให้แม่นยำและครอบคลุมมากขึ้น รวมถึงออกแบบหุ่นจำลองให้หลากหลายตามลักษณะของผู้รับบริการที่มีอายุหรือรูปร่างแตกต่างกัน เพื่อเพิ่มความสมจริงในการฝึก และ 2) การพัฒนาแอปพลิเคชันหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อกับหุ่น เพื่อบันทึกการฝึกของผู้เรียนและให้ข้อมูลย้อนกลับแบบทันทีตรงกับเวลาจริง เพื่อประเมินทักษะและวาง แผนการเรียนรู้เฉพาะบุคคล
คำสำคัญ : การฉีดยาเข้าชั้นกล้ามเนื้อสะโพก หุ่นจำลองทางการพยาบาล การวิจัยและพัฒนา
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในรามาธิบดีพยาบาลสาร ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่หรือเพื่อกระทำการใด ใด จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากรามาธิบดีพยาบาลสารก่อนเท่านั้น
เอกสารอ้างอิง
Chayaput P. Administration of intramuscular injection:recommendations and cautions. Thailand Nursing and Midwifery Council Newsletter. 2019;21(6):8-10. (in Thai)
Micallef J, Arutiunian A, Dubrowski A. The development of an intramuscular injection simulation for nursing students. Cureus. 2020;12(12):e12366.
Soliman E, Ranjan S, Xu T, Gee C, Harker A, Barrera A,et al. A narrative review of the success of intramuscular gluteal injections and its impact in psychiatry. Biodes Manuf. 2018;1(3):161-70.
Pumduang A, editor. Fundamental of nursing: nursing practice. 5thed. Bangkok: Chulalongkorn University Printing House; 2019. (in Thai)
Caliskan N, Gulnar E, Inal M, Erkmen SPK, Bayram SB,Ozveren H. Comparison of four dorsogluteal and ventrogluteal sites for safe intramuscular injection: a cross-sectional study. IJCS. 2023;16(2): 840-49.
Srisavarindhira Thai Red Cross Institute of Nursing. List of educational equipment in the nursing laboratory. n.p.;2024. (in Thai)
Micallef J, Lin AC, Arutiunian A, Dubrowski A. Design of an intramuscular injection simulator: accommodating cultural differences. Cureus. 2021;13(10):e18980. doi:10.7759/cureus.18980.
Chotiban P. Nawsuwan K, Nontaput T, Rodniam, J.Innovation of assisted models for practicing basic nursing skills. Princess of Naradhiwas University Journal.2013;5(3):1-12. (in Thai)
Chamara C, Busamongkul P, Kosarat P, Paydee S.Development of the innovation’s model for injection into muscles of the thigh and blood collection at the heel of neonatal on the satisfaction among nursing students [Internet]. 2019 [cited 2024 December 30]. Available
form: https://nursemis2.ratchathani.ac.th/file_re/0jTvVcSWed43154.pdf
Rutchanagul P, Kaewwimol P. Developing a vaccination model for intramuscular injection and its effect upon performance skills and satisfaction of third-year nursing students. Journal of Phrapokklao Nursing College.2022;33(2):221-32. (in Thai)
Madihally SV.Principles of biomedical engineering.Norwood: Artech House;2010.
Hertzog MA. Considerations in determining sample size for pilot studies. Res Nurs Health. 2008;31(2):180-91.
Nantsupawat A, Viseskul N, Sawasdisingha P,Auephanwiriyakul S, Yimyam S. The development of an intravenous injection arm model. Nursing Journal CMU.2022;49(3):311-23. (in Thai)
Yimyam S. Developing stimulation model for training clinical skill of health science students. Nursing Journal.2016;43(2):142-51. (in Thai)
Bannaasa B. Portable adult arm model for nursing students’venipuncture and peripheral intravenous cannulation practice. Thai Journal of Nursing Council. 2017;32(3):38-49. (in Thai)
Horngren CT, Datar SM, Rajan M. Cost accounting: a managerial emphasis. 17thed. Boston: Pearson; 2020.