ความรู้และทัศนคติเกี่ยวกับหนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการดูแลรักษาเมื่อเจ็บป่วยระยะสุดท้ายของชีวิตในผู้ป่วยโรคเรื้อรังและญาติ

Main Article Content

Kanlaya Ployngoen
Bualuang Sumdaengrit
Tiraporn Junda

บทคัดย่อ

อุบัติการณ์ของกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ในประชากรวัยผู้ใหญ่และวัยกลางคนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โรคดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสภาวะสุขภาพและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะคุกคามชีวิตเฉียบพลัน การวางแผนการดูแลล่วงหน้าผ่านการจัดทำหนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการดูแลรักษาเมื่อเจ็บป่วยระยะสุดท้ายของชีวิตจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อช่วยลดความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยและลดภาระในการตัดสินใจของญาติในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต การศึกษาเชิงพรรณนาครั้งนี้เพื่อศึกษาความรู้และทัศนคติเกี่ยวกับหนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการดูแลรักษาเมื่อเจ็บป่วยระยะสุดท้ายของชีวิตของผู้ป่วยโรคเรื้อรังและญาติ ตามกรอบแนวคิดความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติ (Knowledge, Attitudes, and Practice: KAP) ของสิงห์และมาลาวียา กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคเรื้อรังและญาติ อายุ 18-59 ปี ที่รับบริการ ณ แผนกผู้ป่วยนอกอายุรกรรม โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง กลุ่มละ 200 ราย เก็บข้อมูลระหว่างเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2563 ถึง พฤษภาคม พ.ศ. 2565 โดยให้ผู้เข้าร่วมวิจัยตอบแบบสอบถามด้วยตนเอง 3 ชุด ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับหนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการดูแลรักษาเมื่อเจ็บป่วยระยะสุดท้ายของชีวิต และ 3) แบบสอบถามทัศนคติเกี่ยวกับหนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการดูแลรักษาเมื่อเจ็บป่วยระยะสุดท้ายของชีวิต แบบสอบถามนี้ พัฒนาโดยผู้วิจัย และคณะ พร้อมทั้งได้ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน โดยแบบสอบถามความรู้และแบบสอบถามทัศนคติเกี่ยวกับหนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการดูแลรักษาเมื่อเจ็บป่วยระยะสุดท้ายของชีวิต มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .94 และ .98 ตามลำดับ มีค่าความเที่ยงของแบบสอบถามความรู้ฯ ในผู้ป่วยและญาติ โดยใช้คูเดอร์ ริชาร์ดสัน-20 เท่ากับ 066 และ .62 ตามลำดับ ส่วนแบบสอบถามทัศนคติฯ ในผู้ป่วยและญาติ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .81 และ .77 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน


ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มผู้ป่วยมีอายุเฉลี่ย 41.48 ปี (SD = 11.22) และกลุ่มญาติมีอายุเฉลี่ย 39.99 ปี (SD = 10.24) กลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มส่วนใหญ่ไม่รู้จักและไม่เคยได้รับความรู้เกี่ยวกับหนังสือแสดงเจตนาล่วงหน้าด้านสุขภาพในวาระสุดท้ายของชีวิต อย่างไรก็ตาม ทั้งผู้ป่วยและญาติมีการวางแผนและแสดงความสนใจที่จะจัดทำหนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการดูแลรักษาเมื่อเจ็บป่วยระยะสุดท้ายของชีวิต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การเสียชีวิตเป็นไปอย่างสงบ ลดความทุกข์ทรมาน และทั้งสองกลุ่มเห็นด้วยกับการปฏิเสธการรักษาเพื่อยื้อชีวิตของตนเองและญาติ รวมทั้งเลือกการเสียชีวิตที่บ้าน ในด้านความรู้ พบว่ากลุ่มผู้ป่วยมีความรู้เกี่ยวกับหนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการดูแลรักษาเมื่อเจ็บป่วยระยะสุดท้ายของชีวิตอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีคะแนนเฉลี่ย 5.99 คะแนน (SD = 2.24) ข้อที่ผู้ป่วยตอบถูกมากที่สุด (ร้อยละ 88) คือ ควรแจ้งให้ญาติทราบเมื่อมีการจัดทำหนังสือแสดงเจตนาไว้ และควรแจ้งบุคลากรทางสุขภาพเมื่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ส่วนข้อที่ตอบถูกน้อยที่สุด (ร้อยละ 31) คือ ความเชื่อว่าควรเก็บหนังสือแสดงเจตนาไว้เฉพาะที่บ้านทั้งฉบับจริงและสำเนาเพื่อป้องกันการสูญหาย ในขณะที่ญาติผู้ป่วยมีความรู้เกี่ยวกับหนังสือแสดงเจตนาอยู่ในระดับปานกลางเช่นกัน โดยมีคะแนนเฉลี่ย 6.22 คะแนน (SD = 2.16) ข้อที่ญาติตอบถูกมากที่สุด (ร้อยละ 88.50) ได้แก่ ควรแจ้งญาติให้ทราบเมื่อมีการจัดทำหนังสือแสดงเจตนา และแจ้งบุคลากรทางสุขภาพเมื่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ส่วนข้อที่ตอบถูกน้อยที่สุด (ร้อยละ 38.00) คือ ความเข้าใจว่าการจัดทำหนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการดูแลรักษาเมื่อเจ็บป่วยระยะสุดท้ายสามารถทำได้เฉพาะที่โรงพยาบาลเท่านั้น ในด้านทัศนคติ พบว่าทั้งผู้ป่วยโรคเรื้อรังและญาติมีทัศนคติเกี่ยวกับหนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการดูแลรักษาเมื่อเจ็บป่วยระยะสุดท้ายของชีวิตอยู่ในระดับดีมาก (ร้อยละ 84.50 และ 68.00 ตามลำดับ) ผลการศึกษาสามารถนำไปใช้ในการวางแผนการพยาบาล เพื่อส่งเสริมการตัดสินใจและแสดงเจตจำนงในการวางแผนการดูแลล่วงหน้า รวมถึงการทำหนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการดูแลรักษาเมื่อเจ็บป่วยระยะสุดท้ายของชีวิต


คำสำคัญ : หนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการดูแลรักษาเมื่อเจ็บป่วยระยะสุดท้าย ทัศนคติ  ความรู้ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ญาติ

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
1.
Ployngoen K, Sumdaengrit B, Junda T. ความรู้และทัศนคติเกี่ยวกับหนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการดูแลรักษาเมื่อเจ็บป่วยระยะสุดท้ายของชีวิตในผู้ป่วยโรคเรื้อรังและญาติ. Nurs Res Inno J [อินเทอร์เน็ต]. 29 เมษายน 2026 [อ้างถึง 18 กันยายน 2026];32(1). available at: https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RNJ/article/view/275448
ประเภทบทความ
Research Articles

เอกสารอ้างอิง

Mgronline. NCDs kill 75% of Thai people; the trend of “diabetes-hypertension” increases by 5% per year[Internet]. 2024 Feb 19 [cited 2026 Mar 18]. Available f r o m : h t t p s : / / m g r o n l i n e . c o m / q o l /detail/9670000015146. (in Thai)

Kim J, Shin MS, Park YM, Lee HN, Heo S, Ounpraseuth S. Associations of advance directive knowledge, attitudes,and barriers/benefits with preferences for advance treatment directives among patients with heart failure and their caregivers. J Card Fail. 2020;26(1):61-9. doi:10.1016/j.cardfail.2019.07.011.

Park HY, Kim YA, Sim JA, Lee J, Ryu H, Lee JL, et al.Attitudes of the general public, cancer patients, family caregivers, and physicians toward advance care planning:a nationwide survey before the enforcement of the life-sustaining treatment decision-making act. J Pain Symptom Manage. 2019;57(4):774-82. doi: 10.1016/j.jpainsymman.2018.12.332.

Tan M, Ding J, Johnson CE, Cook A, Huang C, Xiao L,et al. Stages of readiness for advance care planning:Systematic review and meta-analysis of prevalence rates and associated factors. Int J Nurs Stud. 2024;151:104678.doi: 10.1016/j.ijnurstu.2023.104678.

Chan CW, Wong MM, Choi KC, Chan HY, Chow AY,Lo RS, et al. Prevalence, perception, and predictors of advance directives among Hong Kong Chinese: a population-based survey. Int J Environ Res Public Health.2019;16(3):365. doi: 10.3390/ijerph16030365.

Xu X, Tu SW, Lin CC. Advance care planning preferences in Chinese nursing home residents: results from two cross-sectional

studies in Hong Kong and Taiwan. BMC Palliat Care. 2021;20(1):123. doi: 10.1186/s12904-021-00820-4.

Liao J, Wu B, Ni P, Mao J. Advance directive preferences among terminally ill older patients and its facilitators and

barriers in China: a scoping review. J Am Med Dir Assoc.2019;20(11):1356-61.e2. doi: 10.1016/j.jamda.2019.05.013.

Nedjat-Haiem FR, Cadet TJ, Amatya A, Thompson B,Mishra SI. Efficacy of motivational interviewing to enhance advance directive completion in Latinos with chronic illness: a randomized controlled trial. Am J Hosp Palliat Care. 2019;36(11):980-92. doi: 10.1177/

Phenwan T, Srisuwan P, Tienthavorn T. Perception of advance directive in Thai women with cancer: a qualitative study. Walailak Journal of Science and Technology.2019;16(8):601-10. (in Thai) doi: 10.48048/wjst.2019.3642.

Sinthuprasit R, Kangsadanporn A. Power and knowledge with the right to refuse treatment at the terminal stage of life. Romphruek Journal of the Humanities and Social Sciences. 2019;37(2):103-14. (in Thai) doi:10.14456/rjku.2019.12.

Buck K, Nolte L, Sellars M, Sinclair C, White BP, Kelly H, et al. Advance care directive prevalence among older Australians and associations with person-level predictors and quality indicators. Health Expect. 2021;24(4):1312-25.doi: 10.1111/hex.13261.

Detering KM, Buck K, Ruseckaite R, Kelly H, Sellars M,Sinclair C, et al. Prevalence and correlates of advance care directives among older Australians accessing health and residential aged care services: multi centre audit study.BMJ Open. 2019;9(1):e025255. doi: 10.1136/bmjopen-2018-025255.

Singh IN, Malaviya AN. Long distance truck drivers in India: HIV infection and their possible role in disseminating HIV into rural areas. Int J STD AIDS. 1994;5(2):137-8.doi: 10.1177/095646249400500212.

Kim J, An M, Heo S, Shin MS. Attitudes toward advance directives and prognosis in patients with heart failure: a pilot study. Korean J Intern Med. 2020;35(1): 109-18.doi: 10.3904/kjim.2018.158.

Yamane T. Statistics: An introductory analysis. 3rd ed.New York: Harper and Row Publications; 1973.

Bloom BS, Engelhart MD, Furst EJ, Hill WH, Krathwohl DR.Taxonomy of educational objectives, handbook I: The cognitive domain. New York: David McKay; 1956.