ประสบการณ์อาการของปัญหาการขับถ่าย กลวิธีการจัดการ และผลลัพธ์การจัดการในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักภายหลังการผ่าตัด

Main Article Content

Pornsarun Soton
ฺีบัวหลวง สำแดงฤทธิ์
Piyawan Pokpalagon

บทคัดย่อ

ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักภายหลังการผ่าตัดที่ไม่มีทวารเทียมเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่น้อยกว่ากลุ่มที่มีทวารเทียมเนื่องจากเจ้าหน้าที่ทางสาธารณสุขคิดว่าเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาน้อยกว่ากลุ่มที่มีทวารเทียม จึงมีการศึกษาน้อยมากเกี่ยวกับประสบการณ์อาการของปัญหาการขับถ่าย จากการทบทวนวรรณกรรมพบการศึกษาเฉพาะจำนวนการเกิดอาการแต่ยังไม่มีการขยายไปยังมิติของการประเมินอาการและการรบกวนการดำเนินชีวิต ส่วนมิติกลวิธีการจัดการ พบเพียงการศึกษาวิธีการจัดการและยังไม่พบผลลัพธ์ของการจัดการในผู้ป่วยกลุ่มนี้ การศึกษาเชิงบรรยายครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์อาการของปัญหาการขับถ่าย กลวิธีการจัดการ
และผลลัพธ์การจัดการในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักหลังผ่าตัด โดยใช้ทฤษฎีการจัดการของดอด์ดและคณะเป็นกรอบแนวคิดในการศึกษา


กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักหลังผ่าตัดแบบไม่มีทวารเทียมจำนวน 60 คน เป็นผู้ป่วยรายใหม่ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ส่วนผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะได้รับการตรวจคัดกรองด้วยแบบวัดการรู้คิดฉบับสั้น สร้างโดยไฟฟ์เฟอร์กลุ่มตัวอย่างที่มาตรวจติดตามผลการรักษา ณ หน่วยตรวจผู้ป่วยนอกศัลยกรรมโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัย ระหว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2564 ถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2566 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบ ถาม 3 ฉบับ ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลภาวะสุขภาพ โรคและการรักษา 2)แบบสอบถามประสบการณ์อาการของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักแบบไม่มีทวารเทีย
ม และ 3)แบบสอบถามวิธีการจัดการและผลลัพธ์การจัดการของกลุ่มผู้ป่วยได้รับผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักแบบไม่มีทวารเทียม แบบสอบถามทั้ง 3 ฉบับ พัฒนาโดยผู้วิจัยและคณะจากการทบทวนวรรณกรรม แบบสอบถามประสบการณ์อาการ และแบบสอบถามวิธีการจัดการและผลลัพธ์การจัดการของกลุ่มผู้ป่วยได้รับผ่าตัดมะเร็งลำไส้ ใหญ่และทวารหนักแบบไม่มีทวารเทียมได้รับการตรวจความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้แก่ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมทางเดินอาหารและศัลยศาสตร์ อาจารย์พยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านศัลย กรรมทางเดินอาหารและศัลยศาสตร์ และพยาบาลชำนาญการด้านการดูแลผู้ป่วยได้รับผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โดยทั้งสองเครื่องมือมีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .85 และ .80 ตามลำดับ และได้รับการทดสอบความตรงจากผู้ป่วยที่มีลักษณะคล้ายกลุ่มตัวอย่างจำนวน 5 คน พบว่า ผู้ป่วยอ่านแบบสอบถามแล้วเข้าใจ ไม่มีข้อคำถามที่ต้องแก้ไขจึงมีความเหมาะสมในการใช้วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิว เตอร์สำเร็จรูปด้วยสถิติบรรยาย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน


ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีอายุระหว่าง 35-88 ปี เฉลี่ย 67.70 ปี (SD = 10.39)ปัญหาด้านการขับถ่ายของกลุ่มตัวอย่างที่เกิดมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อาการกลั้นลมไม่อยู่ ร้อยละ 48.30 ท้องผูก ร้อยละ 45.00 และถ่ายอุจจาระไม่สุด ร้อยละ 41.70 อาการที่มีความถี่ของการเกิดมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ถ่ายเหลว มีค่าเฉลี่ย 2.74 (SD = .99) ถ่ายอุจจาระไม่สุด มีค่าเฉลี่ย 2.71 (SD = .78) และท้องผูก มีค่าเฉลี่ย
2.65 (SD = 1.02) ค่าเฉลี่ยของการประเมินอาการที่มีความรุนแรงมากที่สุด 3 อันดับแรกของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ 1) วิตกกังวล มีค่าเฉลี่ย 2.07 (SD = .80) 2) กลั้นอุจจาระไม่อยู่ มีค่าเฉลี่ย 2.05 (SD = .50) และ 3) ท้องเสีย มีค่าเฉลี่ย 2.00 (SD = .81) ค่าเฉลี่ยของอาการที่มีการรบกวนการดำเนินชีวิตมากที่สุด 3 อันดับแรก ในกลุ่มตัวอย่างได้แก่ 1) อาการกลั้นลมไม่อยู่มีค่าเฉลี่ย .80 (SD = .94) 2) ท้องผูกมีค่าเฉลี่ย .80 (SD = .97) และ 3) ถ่ายอุจจาระไม่สุดมีค่าเฉลี่ย .73 (SD = .97) และอาการท้องอืดมีค่าเฉลี่ย .73 (SD = .99) ผลการศึกษา กลวิธีการจัดการอาการและผลลัพธ์ของการจัดการอาการ พบว่า กลุ่มตัวอย่างใช้กลวิธีการจัด การอาการต่าง ๆด้านร่างกายด้วยการใช้ยา ได้แก่ ท้องผูกร้อยละ 16.70 ท้องอืดร้อยละ 8.30 ท้องเสียร้อยละ 3.30 กลั้นอุจจาระร้อยละ 1.70 และการจัดการอาการด้านความวิตกกังวล พบว่ากลุ่มตัวอย่าง เลือกวิธีพูดคุยกับคู่สมรส/เพื่อนหรือญาติที่ไว้วางใจร้อยละ 3.30 โดยค่าเฉลี่ยผลลัพธ์การจัดการอาการทุกด้านมีประสิทธิภาพระดับค่อนข้างมากด้วยค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3 จากค่าระหว่าง 0 - 4 ผลจากการศึกษาสามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการสร้างแนวทางปฏิบัติการพยาบาลเพื่อส่งเสริมการนำไปใช้ในการวางแผนให้การพยาบาลผู้ป่วยรวมถึงการส่งเสริมการดูแลตนเอง
และการจัดการกับปัญหาการขับถ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพของผู้ป่วยหลังผ่าตัดเมื่อจำหน่ายกลับบ้าน


คำสำคัญ : หลังผ่าตัด มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก กลวิธีการจัดการ ผลลัพธ์การจัดการ ประสบการณ์อาการ

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
1.
Soton P, สำแดงฤทธิ์ ฺ, Pokpalagon P. ประสบการณ์อาการของปัญหาการขับถ่าย กลวิธีการจัดการ และผลลัพธ์การจัดการในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักภายหลังการผ่าตัด. Nurs Res Inno J [อินเทอร์เน็ต]. 29 เมษายน 2026 [อ้างถึง 18 กันยายน 2026];32(1). available at: https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RNJ/article/view/275534
ประเภทบทความ
Research Articles

เอกสารอ้างอิง

International Agencyfor Researchon Cancer. Colorectal cancer estimated incidence, mortality and prevalence worldwide in 2022. [cited 2022 May, 14]. Available from:http://globocan.iarc.fr/Pages/fact_sheet_cancer.aspx

Hospital -Based Cancer Registry Thai National Cancer Institute; 2022 [cited 2022 May, 14]. Available from:https://www.nci.go.th / th/ cancer_record/download/Hosbased-2022-1.pdf

Martellucci J. Low anterior resection syndrome:a treatment algorithm.Dis Colon Rectum.2016;59(1):79-82.doi: 10.1097/ DCR.0000000000000495.

Ridolfi TJ, Berger N, Ludwig KA. Low anterior resection syndrome:current management and future directions.Clin Colon Rectal Surg. 2016;29(3):239-45. doi:10.1055/s-0036-1584500.

Yin L, Fan L, Tan R, Yang G, Jiang F, Zhang C, et al.Bowel symptoms and self-care strategies of survivors in the process of restoration after low anterior resection of rectal cancer. BMC Surg. 2018;18(1):35. doi:10.1186/s12893-018-0368-5.

Nikoletti S, Young J, Levitt M, King M, Chidlow C,Hollingsworth S. Bowel problems, self-care practices,and information needs of colorectal cancer survivors at 6 to 24 months after sphincter-saving surgery.Cancer Nurs.2008;31(5):389-98.doi: 10.1097/01.NCC.00003

04357.1b.

Pan LH, Tsai YF,Chen ML, Tang R,Chang CJ.Symptom distress and self-care strategies of colorectal cancer patients with diarrhea up to 3 months after surgery.Cancer Nurs. 2011;34(1):E1-9. doi: 10.1097/NCC.0b013e3181e3ca21.

Bohlok A, Mercier C, Bouazza F, Galdon MG, Moretti L, Donckier V,etal. The burden of low anterior resection syndrome on quality of life in patients with mid or low rectal cancer.Support Care Cancer. 2020;28(3):1199-1206.doi: 10.1007/s00520-019-04901-2.

Bartlett L,Nowak M,Ho YH.Impact offecal incontinence on quality of life.World J Gastroenterol. 2009;15(26):3276–3282.doi: 10.3748/ wjg.15.3276.

Dodd MJ, Janson S,Faucett J,Frolicher ES, Humphreys J, Lee K, et al. Advancing the science of Management.J Adv Nurs. 2001;33 (5): 668-76. doi:10.1046/j.1365-2648.2001.01697.x.

Larson PJ, Carrieri-Kohlman V, Dodd MJ, Douglas M,Faucett J, Froelicher E, et al. A model for symptom management. Image J Nurs Sch. 1994;26, 272-6.

Liehrb PR, Smith M. Middle range theory for nursing.3rd ed.Seiten:Springer Publishing Company; 2014.

Melinda SB, Susan LJ, Linda SF, Kathryn AL. Middle range theory for nursing. 4th ed. Seiten: Springer Publishing Company; 2018.

Yamane, T.Statistics, an introductory analysis. 2nd ed.,New York: Harper and Row; 1967.

Pfeiffer E. A Short Portable Mental Status Questionnaire of the assessment of organic brain deficit in elderly patients.J Am Geriatr Soc. 1975;23(10):433-41.

Intarasombat P, Monkong S, Churaitatsanee S,Vongterapak S,Prasanaikom W,Pronsawatchai P, et al.Comprehensive care of hospitalized older adults:transitional care from hospital to home. Ramathibodi NursingJournal. 1996; 19(2):194-205. (in Thai)

Schneider EC, Malin JL, Kahn KL, Ko CY, Adams J,Epstein AM.Surviving colorectal cancer:patient-reported symptoms 4 years after diagnosis. Cancer. 2007;110(9):2075-82.doi: 10.1002/cncr.23021.

Sutti P, Kimpee S, Danaidusadeekul S, Iramaneerat C.Relationship of symptom experience in symptom cluster’s experience with quality of life and symptom management strategies of postoperative colorectal cancer patients.Naresuan Phayao Journal. 2015;8(2): 107-12.Available from: https://li01.tci-thaijo.org/index.php/journalup/article/view/42607/35203. (in Thai)

Heetnaca W.Symptom clusters and their management in patients with colorectal cancer.[thesis].Prince of Songkha University, Songkhla, Thailand; 2007. (in Thai)

Knowles G, Sherwood L, Dunlop MG, Dean G, Jodrell D,McLean C,etal. Developing and piloting a nurse-led model of follow-up in the multidisciplinary management of colorectal cancer.Eur J Oncol Nurs.2007;11(3):212-23;discussion 224-7.doi: 10.1016/j.ejon.2006. 10.007.