ปัจจัยทำนายความตั้งใจในการปฏิบัติการดูแลโดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลางของพยาบาลวิชาชีพหอผู้ป่วยอายุรกรรมและศัลยกรรม
Main Article Content
บทคัดย่อ
ระบบการดูแลสุขภาพได้มีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานการดำเนินงานที่ชัดเจนเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยได้รับบริการที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ โดยสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาลได้กำหนดมาตรฐานที่เน้นการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยและครอบครัว เพื่อเสริมสร้างคุณภาพและความปลอดภัยในการดูแลสุขภาพ แนวทางนี้สอดคล้องกับแนวคิดการดูแลโดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลาง (patient and family-centered care) ซึ่งเป็นรูปแบบการดูแลที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว และทีมสุขภาพ ภายใต้หลักการของการได้รับประโยชน์ร่วมกัน การดูแลโดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลาง พัฒนามาจากแนวคิดการดูแลโดยมีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และแนวคิดการดูแลโดยมีครอบครัวเป็นศูนย์กลาง ทั้งนี้ แนวคิดการดูแลโดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลาง ประกอบด้วย หลักการสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) การให้เกียรติและความเคารพ 2) การให้ข้อมูล 3) การส่งเสริมการมีส่วนร่วม และ 4) การประสานความร่วมมือ จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่า การดูแลโดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลางทำให้เกิดผลลัพธ์การบริการเชิงบวก โดยทำให้ผู้ป่วยมีทักษะการจัดการตนเองเพิ่มขึ้น ระยะเวลาการพักฟื้นในโรงพยาบาลสั้นลง อัตราการกลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำลดลง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ครอบครัวมีความวิตกกังวลลดลงและมีสัมพันธภาพที่ดีกับทีมสุขภาพ และทีมสุขภาพมีความพึงพอใจและมั่นใจในการทำงานมากขึ้น จึงกล่าวได้ว่า การดูแลโดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลางช่วยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัว และเกิดการประสานงานที่มีประสิทธิภาพระหว่างทีมสุขภาพ ผู้ป่วย และครอบครัว อย่างไรก็ตาม การนำการดูแลโดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลางไปปฏิบัติจริงในการบริการสุขภาพไม่ใช่เรื่องง่าย พยาบาลวิชาชีพซึ่งเป็นทีมสุขภาพหลักที่ปฏิบัติงานใกล้ชิดผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง มักเผชิญกับอุปสรรคหลายด้าน ทั้งจากด้านองค์กร เช่น นโยบายการเยี่ยมที่เคร่งครัดเกินไป ข้อจำกัดด้านการจัดพื้นที่สำหรับครอบครัว และที่สำคัญคือปัญหาด้านทรัพยากรบุคคลได้แก่การขาดแคลนอัตรากำลังพยาบาล ภาระงานที่มีจำนวนมาก และการปฏิบัติงานภายใต้เวลาที่จำกัด ซึ่งทำให้พยาบาลต้องมุ่งเน้นไปที่การปฏิบัติตามคำสั่งการรักษาเพื่อแก้ไขปัญหาด้านร่างกายของผู้ป่วยเป็นอันดับแรก ส่งผลให้การให้ความสำคัญและความตั้งใจในการตอบสนองความต้องการทางจิตสังคมและการสื่อสารกับผู้ป่วยและครอบครัวถูกจัดให้อยู่ในลำดับความสำคัญรองลงมา
เมื่อพิจารณาพฤติกรรมการดูแลของพยาบาลผ่านทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน (Theory of Planned Behavior) พฤติกรรมการดูแลโดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลางจะเกิดขึ้นหรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลาและทักษะทางการพยาบาลเท่านั้น แต่ขึนอยู่กับความตั้งใจของพยาบาลเป็นส่วนสำคัญ ซึ่งตามทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนนี้ ความตั้งใจในการดูแลโดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลางของพยาบาลอยู่กับ 3 ปัจจัย ได้แก่ 1) ทัศนคติต่อการปฏิบัติ เกิดจากการประเมินผลลัพธ์ว่าการดูแลโดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลางจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อผู้ป่วยหรือไม่ 2) การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง เป็นแรงกดดันทางสังคมจากผู้ที่มีอิทธิพลต่อแรงจูงใจในการดูแลโดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลางของพยาบาล เช่น แพทย์ หัวหน้าหอผู้ป่วย ทีมสุขภาพ ผู้ป่วย และครอบครัว และ3) การรับรู้ความสามารถในการควบคุมการปฏิบัติ เป็นการประเมินความสามารถของตนในการดูแลโดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลาง และการจัดการปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในการดูแลโดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลาง จากสถานการณ์ในปัจจุบัน พบว่าผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยอายุรกรรมและศัลยกรรม ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยที่มีความเจ็บป่วยที่รุนแรง และมีอาการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา พยาบาลต้องเฝ้าระวัง ติดตามอาการและจัดการเมื่อผู้ป่วยมีอาการทรุดลง ซึ่งจัดเป็นภาระงานหนักและเร่งรีบที่อาจส่งผลต่อการดูแลโดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลางได้ ดังนั้นการศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจของพยาบาลในการปฏิบัติโดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลางในหอผู้ป่วยทั่วไปทางอายุรกรรมและศัลยกรรมตามกรอบทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนจะช่วยให้ทราบปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจของพยาบาล และนำไปสู่การกำหนดแนวทางการส่งเสริมการปฏิบัติการดูแลโดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลางที่เหมาะสมกับบริบทของหน่วยงานต่อไป
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาอำนาจการทำนายของทัศนคติต่อการปฏิบัติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมการปฏิบัติต่อความตั้งใจในการปฏิบัติการดูแลโดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลางของพยาบาลวิชาชีพในหอผู้ป่วยอายุรกรรมและศัลยกรรม การวิจัยพรรณนาเชิงทำนายนี้ใช้กรอบแนวคิดการดูแลโดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลางร่วมกับทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยอายุรกรรมและศัลยกรรม จำนวน 14 หอผู้ป่วยในโรงพยาบาลรามาธิบดี จำนวน 185 ราย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามเกณฑ์คือ เป็นพยาบาลระดับปฏิบัติการ และมีประสบการณ์การทำงานในหอผู้ป่วยอายุรกรรมและศัลยกรรมอย่างน้อย 1 ปี เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 5 ส่วน ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ทัศนคติต่อการปฏิบัติการดูแลโดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลาง การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง การรับรู้ความสามารถในการควบคุมการปฏิบัติ และความตั้งใจในการปฏิบัติการดูแลโดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลางวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และสถิติการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ แบบ Hierarchical
ผลการวิจัย พบว่า ทัศนคติต่อการปฏิบัติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมการปฏิบัติ สามารถร่วมกันทำนายความตั้งใจในการปฏิบัติการดูแลโดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลางได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ร้อยละ 70 (R2= .70, p < .001) โดยพบว่า การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมการปฏิบัติสามารถทำนายความตั้งใจในการปฏิบัติการดูแลโดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลางได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (b = .45, p < .001; b = .78, p < .001 ตามลำดับ) ในขณะที่ทัศนคติต่อการปฏิบัติไม่สามารถทำนายความตั้งใจในการปฏิบัติการดูแลโดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลางได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (b = -.02, p = .759) และพบว่าการรับรู้ความสามารถในการควบคุมการปฏิบัติมีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการปฏิบัติการดูแลโดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลางมากที่สุด (β = .69, p <.001) รองลงมาคือ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง (β = .25, p <.001) ผลการศึกษานี้ผู้บริหารทางการพยาบาลสามารถใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นเพื่อส่งเสริมพยาบาลในการปฏิบัติการดูแลโดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลางเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยและครอบครัวในการดูแลรักษา ส่งเสริมคุณภาพการบริการ และพัฒนาผลลัพธ์ด้านสุขภาพของผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ
คำสำคัญ : ความตั้งใจในการปฏิบัติ หอผู้ป่วยอายุรกรรมและศัลยกรรม การดูแลโดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลาง การรับรู้ความสามารถในการควบคุมการปฏิบัติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในรามาธิบดีพยาบาลสาร ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่หรือเพื่อกระทำการใด ใด จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากรามาธิบดีพยาบาลสารก่อนเท่านั้น
เอกสารอ้างอิง
The Healthcare Accreditation Institute. Hospital and healthcare service standards. 5th ed.Nonthaburi:Healthcare Accreditation Institute (Public Organization);2023.(inThai)
Institute for Patient and Family Centered Care.Advancing the practice of patient- and family-centered care in hospitals:how to get started [Internet].Institute for Patient-and Family-Centered Care;2017[cited2024October29].A vailable from: https://www.ipfcc.org/ resources/getting_started.pdf.
Suvarnabhumi K.Patient-centered care. The Thai Journal of Primary Care and Family Medicine.2011;3(1):38–44.(in Thai)
Deepika SR,Rahman J.Patient and family-centered care:practices in pediatrics.Int J Nurs Educ.2020;12(4):43–7. doi:10.37506/ ijone.v12i4. 11215.
Park M, Giap TT, Lee M, Jeong H, Jeong M, Go Y.Patient- and family-centered care interventions for improving the quality of health care:a review of systematic reviews.Int J Nurs Stud.2018;87:69–83.doi:10.1016/j.ijnurstu.2018.07.006.
Allen D,Scarinci N, Hickson L. Effects of patient- and family-centered care for young adults with chronic health conditions and their family members:a systematic review.Emerg Adulthood. 2022;10(3):689–701. doi:10.1177/2167696819883458.
Khowtong W, Sukonthasarn A, Wangsrikhun S.Effectiveness of caring for acute critically ill patients based on family-centered care concept in the emergency department.Nursing Journal.2019;46(2):176–87.(inThai)
Yotsurin P, Chaiard J, Srirat C. Effect of the family centered care program on anxiety among caregivers of strok epatients.Nursing Journal. 2021;48(2):132–45.(in Thai)
Ganz FD, Yoffe F. Intensive care nurses’ perspectives of family-centered care and their attitudes toward family presence during resuscitation. J Cardiovasc Nurs.2012;27(3):220–7. doi:10.1097/JCN.0b013e31821888b4.
Esmaeili M, Ali Cheraghi M, Salsali M. Barriers to patient-centered care:a thematic analysis study.Int J Nurs Knowl. 2014;25(1):2–8. doi:10.1111/2047-3095.12012.
Moore L, Britten N, Lydahl D, Naldemirci Ö, Elam M,Wolf A. Barriers and facilitators to the implementation of person-centred care in different healthcare contexts.Scand J Caring Sci. 2017;31(4):662–73. doi:10.1111/scs.12376.
Riley BH,White J,Graham S,Alexandrov A.Traditional/restrictive vs patient-centered intensive care unit visitation: perceptions of patients’ family members,physicians,and nurses.Am J Crit Care.2014;23(4):316–24.doi:10.4037/ajcc2014980.
Kiwanuka F,Shayan SJ, Tolulope AA. Barriers to patient and family-centred care in adult intensive care units: a systematic review. Nurs Open. 2019;6(3):676–84.doi:10.1002/nop2.253.
Van Mol MM, Boeter TG, Verharen L, Kompanje EJ,Bakker J,Nijkamp MD.Patient- and family-centred care in the intensive care unit:a challenge in the daily practice of healthcare professionals. J Clin Nurs. 2017;26(19-20):3212–23.doi:10.1111/jocn.13669.
Tunlind A, Granström J, Engström Å. Nursing care in a high-technological environment: experiences of critical care nurses.Intensive Crit Care Nurs.2015;31(2):116–23.doi:10.1016/j.iccn.2014.07.005.
Ajzen I. The theory of planned behavior. Organ Behav Hum Decis Process. 1991;50(2):179–211. doi:10.1016/0749-5978(91)90020-T.
Evering RMH,Postel MG,van Os-Medendorp H, Bults M,den OudenMEM. Intention of healthcare providers to use video-communication in terminal care: a cross-sectional study. BMC Palliat Care. 2022;21(1):213.doi:10.1186/s12904-022-01100-5.
Chang MY,Kuo FL,Lin TR,Li CC,Lee TY.The intention and influence factors of nurses’participation in telenursing.Informatics. 2021;8 (2):35. doi:10.3390/informatics8020035.
Wang J, Liu W, Zhao Q,Xiao M,Peng D.An application of the theory of planned behavior to predict the intention and practice of nursing staff toward physical restraint use in long-term care facilities:structural equation modeling.Psychol Res Behav Manag. 2021;14:275–87.doi:10.2147/prbm.S293759.
Khamwang A, Malathum P, Jianvitayakij S. Factors predicting professional nurses’ caring behavior for older persons in a university hospital. Ramathibodi Nursing Journal. 2021;27(1):108–21. (in Thai)
Aljohani KA,Aljohani MS,Natividad MJB,Gracia PRB,Qazanli II. Understanding factors contributing to nurses’intention to care for COVID-19 patients using the theory of planned behavior.Sudan J Med Sci.2021;16(4):546–57.doi:10.18502/sjms.v16i4.9952.
Lee J, Kang SJ. Factors influencing nurses’ intention to care for patients with emerging infectious diseases:application of the theory of planned behavior.Nurs Health Sci. 2020;22(1):82–90.doi:10.1111/nhs.12652.
Park JY, Ha J. Predicting nurses’ intentions in allowing family presence during resuscitation: a cross-sectional survey. J Clin Nurs. 2021;30(7-8):1018–25.doi:10.1111/jocn.15647.
ChengJ, Cui J, YuW, Kang H, Tian Y, Jiang X.Factors influencing nurses’ behavioral intention toward caring for COVID-19 patients on mechanical ventilation: a cross-sectional study. PLoS One. 2021;16(11):e0259658.doi:10.1371/journal.pone.0259658.
Thaiautvitee T, Jumpamool A. Factors influencing patient- centered care as perceived by registered nurses working in Srinagarind Hospital, Khonkaen University.Srinagarind Medical Journal. 2019;34(2):198–204.(in Thai)
Alhalal E,Alrashidi LM,Alanazi AN.Predictors of patient centered care provision among nurses in acute care setting.J Nurs Manag. 2020;28(6):1400–9. doi:10.1111/jonm.13100.
Somjainuek J,Prasopkittikun T,Srichantaranit A.Factors predicting pediatric nurses’ practices of family-centered care. Nursing Science Journal of Thailand. 2016;34 (2):70–9. (in Thai)
Van Belle E, Giesen J, Conroy T, van Mierlo M,Vermeulen H, Huisman-de Waal G, et al. Exploring person-centred fundamental nursing care in hospital wards: a multi-site ethnography. J Clin Nurs. 2020;29(11-12):1933–44.doi:10.1111/jocn.15024.
Khoyun S, Sukonthawat W, Kitkhuandee B, Thoin P.Needs and need responses of the family members of patients treated in the intensive care unit. Srinagarind Medical Journal. 2021;36(3):333–9. (in Thai)
Prasopkittikun T,Srichantaranit A, Chunyasing S. Thai nurses’perceptions and practices of family-centered care:the implementation gap.Int J NursSci.2020;7(1):74–80.doi:10.1016/j.ijnss.2019.09.013.
Yanchus NJ, Ohler L, Crowe E, Teclaw R, Osatuke K.‘Youjust can’tdoit all’: a secondary analysis of nurses’perceptions of teamwork, staffing and workload. J Res Nurs. 2017;22(4):313–25. doi:10.1177/1744987117710305.
Kuewong G, Wongwanich S. Needs identification and analysis in patient-and family-centered care of pediatric nurses and families. Thai Red Cross Nursing Journal.2021;14(1):95–108. (in Thai).
Hair JF,Black WC,Babin BJ,Anderson RE.Multivariate data analysis. 7th ed. Upper Saddle River, NJ: Pearson Education; 2010.
Siripukdeekan C,Boonrubpayap B.Nursing career ladder development. Journal of The Royal Thai Army Nurses.2015;15(3):75–80. (in Thai)