ความร่วมมือในการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดในผู้ที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว : การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ

Main Article Content

Jirawan Vachirasakdadet
Noraluk Ua-Kit

บทคัดย่อ

ความร่วมมือในการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดถือเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว เนื่องจากภาวะดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดลิ่มเลือดในหัวใจ ซึ่งอาจหลุดไปอุดตันหลอดเลือดสมองหรืออวัยวะสำคัญอื่น ๆ จนนำไปสู่การเกิดโรคหลอดเลือดสมอง หรือในผู้ป่วยบางรายอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ การป้องกันเหล่านี้ต้องอาศัยการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยยังมีการรับประทานยาไม่เหมาะสม ส่งผลให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนมากยิ่งขึ้น การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ทบทวนสถานการณ์ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และสรุปผลการศึกษาเกี่ยวกับความร่วมมือในการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดของผู้ที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว และปัจจัยที่มีผลกับความร่วมมือในการรับประทานยาของผู้ป่วย และ 2) นำเสนอความรู้ที่ได้เพื่อพัฒนาแนวทางการพยาบาลที่ส่งเสริมความร่วมมือของผู้ป่วยอย่างยั่งยืนและสนับสนุนการมีส่วนร่วมในการดูแลตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ


การศึกษานี้ ได้ดำเนินการสืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ 5 ฐาน ได้แก่ PUBMED, Science Direct, Scopus, Wiley Online Liberty และ ThaiJO ตั้งแต่ พ.ศ. 2557 ถึง พ.ศ. 2567 โดยใช้ คำค้นหาคือ “ยาต้านการแข็งตัวของเลือด” “ความร่วมมือในการรับประทานยา” และ “ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว” ได้บทความวิจัยทั้งสิ้น 1,609 เรื่อง จากนั้นดำเนินการคัดกรองบทความหลายขั้นตอน ก่อนนำมาประเมินคุณภาพตามแนวทางการประเมินคุณภาพของสถาบันโจแอนนาบริกส์ (JoannaBriggs Institute: JBI) พบว่ามีงานวิจัยที่ผ่านเกณฑ์จำนวน 10 เรื่อง ประกอบด้วย งานวิจัยทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ 1 เรื่อง และงานวิจัยแบบไม่ทดลอง 9 เรื่อง


ผลการศึกษา พบว่าผู้ป่วยยังมีความร่วมมือในการรับประทานยาในระดับต่ำ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่รับประทานยาวาร์ฟารินเนื่องจากต้องมีการติดตามผลระยะเวลาการแข็งตัวของเลือดอย่างสม่ำเสมอ ร่วมกับข้อจำกัดด้านอาหารและความเสี่ยงต่อการเกิดปฏิกิริยาระหว่างยากับยาอื่นส่งผลให้ผู้ป่วยขาดความสม่ำเสมอในการรับประทานยา และเพิ่มความวิตกกังวลเกี่ยวกับการรักษา ในทางตรงกันข้ามผู้ป่วยที่ได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือดในกลุ่ม non-vitamin K antagonist oral anticoagulants (NOACs) กลับมีระดับความร่วมมือในการรับประทานยาที่สูงกว่า เนื่องจากแผนการรักษาของยาในกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องตรวจติดตามผลเลือดเป็นประจำ อีกทั้งมีข้อจำกัดด้านอาหารและปฏิกิริยาระหว่างยาน้อยกว่าจึงช่วยลดความซับซ้อนของการรักษา ทำให้ผู้ป่วยมีแนวโน้มที่จะให้ความร่วมมือในการรับประทานยามากกว่า นอกจากนี้ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความร่วมมือในการรับประทานยาของผู้ป่วยยังประกอบด้วยหลายปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยด้านสังคม เช่น การสนับสนุนจากครอบครัวซึ่งช่วยส่งเสริมให้ผู้ป่วยรับประทานยาได้อย่างสม่ำเสมอ ปัจจัยด้านประชากร เช่น อายุ โดยพบว่าผู้สูงอายุมีแนวโน้มให้ความร่วมมือในการรับประทานยาได้ดีกว่า นอกจากนี้ ปัจจัยด้านความรู้และความเชื่อเกี่ยวกับยา ได้แก่ ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการและขนาดยาที่ถูกต้อง ความเชื่อเกี่ยวกับจำเป็นของยาและการรับรู้อุปสรรคต่อการรับประทานยามีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับพฤติกรรมความร่วมมือในการรับประทานยา อีกทั้งปัจจัยทางคลินิกอื่น ๆ เช่น การมีโรคร่วม ชนิดของยา ความซับซ้อนของแผนการรักษา การใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน และระยะเวลาของการรักษาล้วนมีบทบาทสำคัญต่อความร่วมมือในการรับประทานยาด้วยเช่นกัน


จากผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าความร่วมมือในการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดเป็นพฤติกรรมที่มีความซับซ้อนและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยได้รับอิทธิพลจากปัจจัยหลายปัจจัยที่มีความเชื่อมโยงกัน ทั้งปัจจัยด้านผู้ป่วย ปัจจัยด้านการรักษา ปัจจัยด้านบุคลากรทางการแพทย์ และปัจจัยด้านระบบบริการสุขภาพ ดังนั้น การส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีความร่วมมือในการรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ จึงไม่สามารถใช้แนวทางเดียวได้ แต่จำเป็นต้องอาศัยการประเมินปัจจัยต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคและปัจจัยสนับสนุนของผู้ป่วยแต่ละรายอย่างเป็นระบบ โดยคำนึงถึงบริบทการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยควบคู่กับการจัดโปรแกรมการให้ความรู้ที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและการรักษา การติดตามการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัวและทีมสหสาขาวิชาชีพเพื่อสนับสนุนให้ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตามแผนการรักษาได้อย่างต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน และส่งเสริมความปลอดภัยให้แก่ผู้ป่วย ผลการศึกษาครั้งนี้ สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์พื้นฐานในการพัฒนาแนวทางการพยาบาลสำหรับผู้ที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยในการวางแผนการรักษาร่วมกับทีมสุขภาพ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการรับประทานยา ลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันและภาวะแทรกซ้อน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างยั่งยืน


คำสำคัญ : ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วความร่วมมือในการรับประทานยา

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
1.
Vachirasakdadet J, Ua-Kit N. ความร่วมมือในการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดในผู้ที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว : การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ. Nurs Res Inno J [อินเทอร์เน็ต]. 24 สิงหาคม 2026 [อ้างถึง 17 กันยายน 2026];32(2). available at: https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RNJ/article/view/276340
ประเภทบทความ
บทความทบทวนวรรณกรรม

เอกสารอ้างอิง

Charernruen D, Naekaew N. Nursing manual for patients with acute atrial fibrillation (AF) arrhythmias [Internet].Bangkok: Faculty of Medicine Siriraj Hospital,Mahidol University; 2019 [cited 2025 Jun 21].Available from: https://www2.si.mahidol.ac.th/division/nursing / sins/attachments/article/698/Guide%20 to%20 nursing%20 patients%20 with%20 acute%20 atrial%20 fibrillation%20(AF)%20 arrhythmias. pdf (in Thai)

Nompornnopas N. Oral anticoagulant use in outpatients with nonvalvular atrial fibrillation at Sawanpracharak Hospital [Internet]. Nakhon Sawan: Journal of Medical and Public Health Sciences,Health Region 3; 2022 [cited 2025 Jun 21].Available from:https:// thaidj. org/index.php/smj/article/view/10844/10109. (in Thai)

The Heart Association of Thailand under the Royal Patronage. Clinical practice guideline for management of patients with atrial fibrillation (AF) in Thailand.Bangkok:Srimuang Printing; 2012.

Panichpathom V, Sriyuktasuth A, Wattanakitkrileart D,Dumavibhat C. Warfarin adherence and its associated factors among patients with atrial fibrillation. Nurs Sci J Thail. 2019 [cited 2025 Jun 21]; 37(1):75–85.

Salmasi S, Loewen PS, Tandun R, Andrade JG, De Vera MA.Adherence to oral anticoagulants among patients with atrial fibrillation: a systematic review and meta-analysis of observational studies. BMJ Open. 2020 [cited 2025 Jun 21]; 10(4): e034778.

Shani M, Comaneshter D, Lustman A. Adherence to oral anticoagulant medications. Isr Med AssocJ. 2021 [cited 2025 Jun 21]; 23(9): 580–3.

Chen H, Xu X, Peng J, Ge X, Zhang J, Dong Q, et al.Warfarin adherence among patients with atrial fibrillation in rural area of Dongyang, China: a questionnaire-based study. Patient Prefer Adherence.2022[cited2025Jun21];16:2345–52.

Salmasi S, Safari A, De Vera MA, Högg T, Lynd LD,Koehoorn M, et al. Adherence to direct or vitamin K antagonist oral anti-coagulants in patients with atrial fibrillation: a long-term observational study.J Thromb Thrombolysis. 2024 [cited 2025 Jun 21];57(3) : 437–44.

Zhao S, Zhao H, Wang X, Gao C, Qin Y, Cai H, et al.Factors influencing medication knowledge and beliefs on warfarin adherence among patients with atrial fibrillation in China. Patient Prefer Adherence. 2017 [cited 2025 Jun 21];11:213–20.

Garkina SV, Vavilova TV, Lebedev DS,Mikhaylov EN.Compliance and adherence to oral anticoagulation therapy in elderly patients with atrial fibrillation in the era of direct oral anticoagulants. J Geriatr Cardiol. 2016 [cited 2025 Jun 21];13(9):807–10.

Gebreyohannes EA,Salter SM, Chalmers L, Radford J,Lee K, D’Lima D.Patients’perspectives on commencing oral ant-icoagulants in atrial fibrillation: an exploratory qualitative descriptive study. Pharmacy (Basel). 2023 [cited 2025 Jun 21];11(5):153.

Khanal P,Bista D,Shrestha RK.Assessment of knowledge and medication adherence among patients prescribed with oral anti-coagulants in atrial fibrillation at a tertiary care centre:a cross-sectional study.J Blood Med. 2024 [cited 2025 Jun 21]; 15:533–47.

Yang SY, Kang DW, Nam JH, Choi EK, Lee EK, Shin JY, et al. Adherence is anoptimal factor for maximizing the effective and safe use of oral anticoagulants in patients with atrial fibrillation. Sci Rep. 2022 [cited 2025 Jun 21];12(1):3413.

Joanna Briggs Institute. The critical appraisal tool [Internet]. Adelaide (AU): JBI; 2023 [cited 2025 Jun 21]. Available from: https:// jbi.global/ critical-appraisal-tools

Poungkaew A, Tankumpuan T, Riangkam C,Kongwatcharapong J, Daekunthod T,Sriyayang K,et al.Warfarin adherence and its associated factors in Thai older adults with atrial fibrillation. J Multidiscip Healthc. 2024 [cited 2025 Jun 21];17:4455–64.

Tadesse TA, Yadeta D, Chelkeba L, Gebremedhin A,Fenta TG. Knowledge, adherence, and satisfaction with warfarin therapy and associated factors among outpatients at University Teaching Hospital in Ethiopia. Clin Appl Thromb Hemost. 2024 [cited 2025 Jun 21]; 30:1–13.

Chen PT, Wang TJ, Hsieh MH, Liu JC, Liu CY, Wang KY, Laio WC. Anticoagulation adherence and its associated factors in patients with atrial fibrillation: a cross-sectional study. BMJ Open. 2019 [cited 2025 Jun 21];9(9):e029974.

World Health Organization. Adherence to long-term therapies: evidence for action. Geneva: World Health Organization; 2003[cited 2025 Jun 21].Available from:https://iris.who.int/handle/10665/42682