การศึกษากายวิภาคเส้นประสาท masseteric เพื่อการผ่าตัดแก้ใบหน้าอัมพาต
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทคัดย่อ
บทนำ
ปัญหาอัมพาตของเส้นประสาทคู่ที่ VII ซึ่งทำ หน้าที่เลี้ยงใบหน้าในปัจจุบัน พบประมาณ 1000 รายต่อปี ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อผู้ป่วยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการทำ งานของใบหน้า, บุคลิกภาพและความมั่นใจในการเข้าร่วมสังคมของผู้ป่วย[1-4]
ณ ปัจจุบันการรักษาโดยการผ่าตัดปัญหาอัมพาตของเส้นประสาทคู่ที่ VII จากการใช้เส้นประสาทคู่อื่นเพื่อต่อทดแทนโดยเฉพาะเส้นประสาทคู่ที่ V3 หรือ masseteric branch ค่อนข้างแพร่หลายและจากผลการศึกษาต่างๆ พบว่าการผ่าตัดโดยใช้เส้นประสาทใบหน้าคู่ที่ V3 หรือ masseteric branch ให้ผลการรักษาที่ค่อยข้างดี[5]
การศึกษาในอดีตส่วนใหญ่ทำในร่างอาจารย์ใหญ่กลุ่ม Caucasian ซึ่งสรีรวิทยากะโหลกศีรษะของกลุ่ม Caucasian ค่อนข้างแตกต่างกับกลุ่ม Asian ด้วยเหตุนี้เองอาจจะทำ ให้ตำ แหน่งที่ใช้ในการค้นหาเส้นประสาท masseteric แตกต่างกันทั้งในด้าน ความลึกและระยะห่างระหว่างเส้นประสาทและกระดูก zygoma[12]
วัตถุประสงค์
จุดประสงค์ของการศึกษานี้เพื่อให้ทราบตำ แหน่งที่แน่ชัดของเส้นประสาท masseteric ซึ่งมีความสำคัญในการผ่าตัดแก้ไขอัมพาตของเส้นประสาทคู่ที่ VII ในกลุ่มประชากร Asian เพื่อให้การผ่าตัดสะดวกและปลอดภัยต่อผู้ป่วยมากขึ้นและทราบความแตกต่างของประชากรทั้ง 2 กลุ่ม โดยประชากรในการศึกษานั้นทำ ในบริเวณใบหน้าของร่างอาจารย์ใหญ่คนไทยทั้ง 2 ข้าง จำ นวน 19 ร่าง โดยได้รับการอนุเคราะห์ร่างอาจารย์ใหญ่จากภาควิชากายวิภาคศาสตร์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
รูปแบบและวิธีการศึกษา
Descriptive Study แบบ Cross-sectional descriptive study การศึกษาทำ ในบริเวณใบหน้าอาจารย์ใหญ่ คนไทยทั้ง 2 ข้าง จำ นวน 19 ร่าง ทั้งหมดรวม 38 ข้าง โดยร่างอาจารย์ใหญ่ทั้งหมดได้รับการอนุเคราะห์จากภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เก็บข้อมูลของเส้นประสาท masseteric โดยทำการบันทึกตำแหน่ง, ความลึกจากชั้น sub-muscular aponeurotic system (SMAS), ขนาดของเส้นประสาท masseteric
ผลการศึกษา
จากการศึกษาในร่างอาจารย์ใหญ่ทั้งหมดที่ได้รับการอนุเคราะห์จากภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จำ นวนทั้งสิ้น 19 ร่าง จำ นวนที่ได้ศึกษาทั้งหมด 38 ข้าง พบว่ามีร่างอาจารย์ใหญ่ที่เป็นเพศชายทั้งสิ้น 10 ร่าง คิดเป็นร้อยละ 52.6 และเป็นเพศหญิงทั้งสิ้น 9 ร่าง คิดเป็นร้อยละ 47.4 อายุเฉลี่ย 67.32+/-14.03 ปี ซึ่งจากการศึกษา พบว่า ระยะห่างเฉลี่ยของเส้นประสาท masseteric จากกระดูกอ่อน tragus ที่ตำ แหน่งขอบล่างของกระดูก zygoma อยู่ที่ 35.26 +/- 3.96 มม. และความลึกเฉลี่ยของเส้นประสาท massteric จากชั้น sub-muscular
aponeurotic system(SMAS) อยู่ที่ 12.07 +/- 2.10 มม. จำ นวนแขนงที่พบมี 3 แขนงคิดเป็นร้อยละ 2.63 มี 2 แขนงคิดเป็น ร้อยละ 36.84 มี 1 แขนงคิดเป็นร้อยละ 60.53 ขนาดของเส้นประสาทโดยเฉลี่ยมีหน้าตัดขนาด 1.76 +/- 0.43 มม
สรุปผลการศึกษา
ปัจจุบันการักษาอัมพาตของเส้นประสาทคู่ที่ VII โดยการผ่าตัดค่อนข้างแพร่หลายมากขึ้นซึ่งวิธีการผ่าตัดขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย การใช้เส้นประสาทคู่อื่นเพื่อต่อทดแทนโดยเฉพาะเส้นประสาท masseteric ให้ผลค่อนข้างดีจากหลายๆงานวิจัย ทำ ให้ผู้วิจัยต้องการที่จะศึกษาตำ แหน่งของเส้นประสาท masseteric ทั้งในแง่ของขนาดของเส้นประสาทและตำแหน่งที่แน่ชัดเพื่อให้การผ่าตัดสะดวกและปลอดภัยต่อผู้ป่วยมากขึ้น ตำ แหน่งที่ปลอดภัยและเหมาะสมที่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการหาตำแหน่งของเส้นประสาท masseteric อยู่ประมาณ 3-3.5 เซนติเมตรหน้าต่อกระดูกอ่อน tragusและ ใต้ต่อ กระดูก zygoma ซึ่งลึกจาก SMAS ประมาณ 1 เซนติเมตร
Article Details
ต้นฉบับที่ส่งมาพิจารณายังวารสารหู คอ จมูก และใบหน้า จะต้องไม่อยู่ในการพิจารณาของวารสารอื่น ในขณะเดียวกันต้นฉบับที่จะส่งมาจะผ่านการอ่านโดยผู้ทรงคุณวุฒิ หากมีการวิจารณ์หรือแก้ไขจะส่งกลับไปให้ผู้เขียนตรวจสอบแก้ไขอีกครั้ง ต้นฉบับที่ผ่านการพิจารณาให้ลงตีพิมพ์ถือเป็นสมบัติของวารสารหู คอ จมูกและใบหน้า ไม่อาจนำไปลงตีพิมพ์ที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต
ตารางแผนภูมิ รูปภาพ หรือข้อความเกิน 100 คำที่คัดลอกมาจากบทความของผู้อื่น จะต้องมีใบยินยอมจากผู้เขียนหรือผู้ทรงลิขสิทธิ์นั้นๆ และใหร้ะบุกำกับไว้ในเนื้อเรื่องด้วย
เอกสารอ้างอิง
2. Wachtman GS, Cohn JF, VanSwearingen JM,Manders EK. Automatedtracking of facial features in patients with facial neuromuscular dysfunction. Plast Reconstr Surg 2001; 107:1124-1133.
3. Popat H, Henley E, Richmond S, et al.A comparison of the reproducibility of verbal and nonverbal facial gestures using three-dimensional motion analysis. Otolaryngol Head Neck Surg 2010; 142:867-872.
4. Henstrom DK. Masseteric nerve use in facial reanimation. Curr Opin Otolaryngol Head Neck Surg. 2014 Aug;22(4):284-90.
5. Bianchi B, Ferri A, Sesenna E. Facial reanimation after nerve sacrifice in the treatment of head and neck cancer. CurrOpin Otolaryngol Head Neck Surg 2012;20:114-119.
6. Borschel GH, Kawamura DH, Kasukurthi R,et al. The motor nerve to the masseter muscle: an anatomic and histomorphometric study to facilitate its use in facial reanimation.J Plast Reconstr Anesth Surg 2012; 65:363-366.
7. Brenner E, Schoeller T. Masseteric nerve:a possible donor for facial nerve anastomosis? Clin Anat 1998; 11:396-400.
8. Collar RM, Byrne PJ, Boahene KD. The subzygomatic triangle: rapid, minimally invasive identification of the masseteric nerve for facial reanimation. Plast Reconstr Surg 2013;132:183-188.
9. Korte W. Nerve grafting: facial nerve on hypoglossal. Dtsch Med Wochenschr 1903;17:293-295.
10. Bianchi B, Ferri A, Ferrari S, et al. Cross-facial nerve graft and masseteric nerve cooptation for one-stage facial reanimation: principles,indications, and surgical procedure. Head Neck 2014; 36:235-240.
11. Gousheh J, Arasteh E. Treatment of facial paralysis: dynamic reanimation of spontaneous facial expression-apropos of 655 patients. Plast Reconstr Surg 2011; 128:693e-703e.
12. Sanghoon Park, Jihyuck Lee. Zygoma Reduction. In: Aesthetic Plastic Surgery of the East Asian Face. New York: Thieme Publishers New York; 2016. p. 243-253.