การพัฒนานวัตกรรมหุ่นจำลองฝึกทักษะดูดเสมหะในทารกจากยางธรรมชาติ
คำสำคัญ:
นวัตกรรม, การดูดเสมหะ, หุ่นจำลองฝึกทักษะการดูดเสมหะในทารกยางธรรมชาติบทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของนวัตกรรมหุ่นจำลองฝึกทักษะดูดเสมหะในทารกจากยางธรรมชาติ โดยมีการดำเนินวิจัยเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การสร้างและพัฒนานวัตกรรมหุ่นจำลองฝึกทักษะดูดเสมหะในทารกจากยางธรรมชาติ ระยะที่ 2 เป็นระยะของการศึกษาประสิทธิผลของหุ่นจำลองฝึกทักษะดูดเสมหะในทารกจากยางธรรมชาติ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สงขลา ปีการศึกษา 2567 จำนวน 27 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) หุ่นจำลองฝึกทักษะดูดเสมหะในทารกจากยางธรรมชาติ 2) แบบสอบประสิทธิผลนวัตกรรมหุ่นจำลองฝึกทักษะดูดเสมหะในทารกจากยางธรรมชาติ แบบสอบถามประสิทธิผลได้ค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามและวัตุประสงค์เท่ากับ 0.78 ค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟา 0.77 วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิเคราะห์เนื้อหา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน ค่าความถี่และค่าร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า
1. นวัตกรรมหุ่นจำลองฝึกทักษะดูดเสมหะในทารกจากยางธรรมชาติ 1) ลักษณะภายนอก สร้างนวัตกรรมด้วยน้ำยางพาราธรรมชาติ โดยหุ่นจำลองทารกจะมีช่องปากและมีช่องรูจมูก 2) ลักษณะภายในโดยช่องปากจะเชื่อมต่อกับหลอดลมและเชื่อมต่อไปยังแบบจำลองขั้วปอด โดยขั้วปอดจะมีลักษณะเป็นภาชนะที่มีฝาเปิดและมีช่องเชื่อมต่อกับหลอดลม และภายในแบบจำลองขั้วปอดจะมีสารเหลวเสมือนเสมหะบรรจุอยู่ภายใน
2. ประสิทธิผลของนวัตกรรมหุ่นจำลองฝึกทักษะดูดเสมหะในทารกจากยางธรรมชาติภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M= 4.53, S.D. = 0.63) โดยด้านโครงสร้างมีระดับประสิทธิผลมาก (M = 4.45, S.D. = 0.68) และด้านการนำไปใช้มีระดับประสิทธิผลมากที่สุด (M = 4.60, S.D. = 0.57) ตามลำดับ
ดังนั้นสามารถนำนวัตกรรมไปใช้ในการเรียนการสอนในรายวิชาการพยาบาลเด็กและวัยรุ่นทั้งในภาคทดลองและภาคปฏิบัติเนื่องจากหุ่นนวัตกรรมมีกายวิภาคศาสตร์และสรีระเสมือนทารกจริงทำให้นักศึกษาเกิดความเข้าใจ และเกิดทักษะความมั่นใจในฝึกทักษะดูดเสมหะในทารกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรศึกษาการพัฒนานวัตกรรมหุ่นฝึกทักษะการดูดเสมหะในทารกจากน้ำยางธรรมชาติ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และควรมีการทดลองเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ใช้หุ่นเดิม และกลุ่มที่ใช้หุ่นฝึกทักษะการดูดเสมหะในทารกจากน้ำยางธรรมชาติ หรือ ควรมีการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น
เอกสารอ้างอิง
Anurak, C., Prommul, J., Fuengthin, A., Jitjum, C., Nancha, S., & Maming, H., (2023). Research and Innovation in nursing: An infant heel venipuncture-training manikin. The Southern College Network Journal of Nursing and Public Health, 11(3), e270579. https://he01.tci- thaijo.org/ index.php/scnet/article/view/270579/183972
Chaiyasang, P., Machompoo, N., Sakulkhaemaruethai, C., Sridet, R., & Nanudorn, A. (2022). Development of an innovative model from natural rubber for practicing suture skills. Journal of Health Science Research. 16(3), 13 - 25. https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/ issue/view/17600
Cohen, J. (1988). Statistical Power Analysis for the Behavioral Sciences (2th ed.). Ni Lawrence Earm Associates. College of Nursing Boromarajonani Songkhla. (2024). Strategic Plan, Boromarajonani College of Nursing, Songkhla, Fiscal Year 2022-2026. Author.
Faul, F., Erdfelder, E., Lang, A.-G., & Buchner, A. (2007). G*Power 3: A flexible statistical power. analysis program for the social, behavioral, and biomedical sciences. Behavior Research Methods, 39, 175 - 191. https://so04.tci-thaijo.org/index.php/svittj/article/view/181958
Charoensuk, S., Tasbut, W., & Setthawanit, H. (2023). Strategic Plan for the Development of the Boromarajonani College of Nursing, 2023-2027 Revised Edition, Budget 2020. Office of Strategy and International Affairs, Boromarajonani College of Nursing. Boromarajonani College of Nursing.
Henkaew, W., Thongsawat, T., & Yotkat, P. (2018). Development of DeeTorJai Model for chest compression training among nursing students. Nursing Journal, 45(4), 171-180. https://search.tci-thailand.org/article.html?b3BlbkFydGljbGUmaWQ9MzAxMzY0
Laowprachawit, K., Prommune, J., Aitsaro, C., Chuklang, C., Jitbanjong, J., & Phokwan, C., (2024). The Development of an Intramuscular Injection Simulation Pad Innovation. Princess of Naradhiwas University Journal. 43(2), 142 – 151.
Nontaput, T., & Chotiban, P. (2021). Intravenous venipuncture: New development in training on arm manikin. The Southern College Network Journal of Nursing and Public Health, 8(3), 49 - 60. https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/249150
Prommul. J, Nelson. W, Perngyai. C, Damsangsawat. N, Klerlhee. T., & Nawsuwan. K. (2024). Developmental Innovation of neonate model used for orogastric intubation.
Praboromarajchanok Institute Office of the Permanent Secretary, Ministry of Health. Yimyaem, S. (2016). Developing Stimulation Model for to Training Clinical skill of Health sciences students. Nursing Journal. 43(2), 142 – 151. (in Thai)
Tansiri, P., Prasertwong, S., Kathikarn, R., Traipak, C., & Insakol, C. (2018). The Effectiveness of Teaching Techniques of Injection by Using A Newly Produced Models. Kanchanaburi Faculty of Nursing Western University.
Thongpaknam, C, Wannarit, L, & Khuntong T. (2022). Knowledge and nursing care in emergency situationsof nurses at Bhumibol Adulyadej Hospital. Journal of Health Center. 16(2), 673 – 683.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช และบุคคลากรท่านอื่น ๆ ในวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว


