การพัฒนารูปแบบการจัดส่งยาถึงบ้านสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังในเขตชุมชนชนบท อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี
คำสำคัญ:
การจัดส่งยาถึงบ้าน, โรคเรื้อรัง, เภสัชกรรมทางไกล, ชุมชนชนบท, ระบบจัดส่งยาอัจฉริยะบทคัดย่อ
การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินรูปแบบการจัดส่งยาถึงบ้านแบบบูรณาการ สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังในพื้นที่ชนบท อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (mixed-methods) ดำเนินการ 3 ระยะ ระหว่าง มิถุนายน 2568 ถึง มกราคม 2569 ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์ ปัญหา และความต้องการในการเข้าถึงบริการยา โดยสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 45 ราย ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์ 15 คน ผู้นำชุมชนและอาสาสมัครสาธารณสุข 10 คน และผู้ป่วยและญาติ 20 คน ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยใช้เวลาเดินทางมารับยาเฉลี่ย 2-3 ชั่วโมงต่อครั้ง ขาดนัดรับยาร้อยละ 18.50 และพบการใช้ยาผิดวิธีร้อยละ 12.30 ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบบริการร่วมกับคณะทำงานสหวิชาชีพ และระยะที่ 3 ประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลของรูปแบบในกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 214 ราย ซึ่งคัดเลือกจากผู้ป่วยที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์คัดเข้าด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง (purposive sampling) ก่อน แล้วสุ่มอย่างเป็นระบบ (systematic random sampling) จากกลุ่มที่มีคุณสมบัติครบ เพื่อให้ได้ขนาดตัวอย่าง ตามที่คำนวณ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยระบบจัดส่งยาอัจฉริยะ (Health Rider) บริการเภสัชกรรมทางไกลแบบเรียลไทม์ แบบสำรวจความพึงพอใจ แบบบันทึกข้อมูลการจัดส่งยา และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือเชิงปริมาณ (แบบสำรวจความพึงพอใจ) ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (CVI) เท่ากับ 0.89 และค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา McNemar's test และ Binary Logistic Regression วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ระบบจัดส่งยาอัจฉริยะ (Health Rider) สำหรับการวางแผนเส้นทางและติดตามสถานะแบบอัจฉริยะ บริการเภสัชกรรมทางไกลแบบเรียลไทม์ และกลไกการมีส่วนร่วมของชุมชน ผลการดำเนินงานในกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด (n=214) มีอัตราความสำเร็จ ในการจัดส่งร้อยละ 100.00 ใช้เวลาเฉลี่ย 15-20 นาทีต่อราย ผู้รับบริการกลุ่มย่อยที่ตอบแบบสำรวจ ความพึงพอใจครบถ้วน (n=64 จาก 81 ราย) มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M=4.98, SD=0.08) การติดตามอุบัติการณ์การใช้ยาผิดวิธีในกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด (n=214) พบว่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติจากร้อยละ 12.15 เป็นร้อยละ 2.34 (McNemar's test with continuity correction, χ²=17.39, p<0.001) และการได้รับบริการเภสัชกรรมทางไกลมีความสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงของการใช้ยาผิดวิธีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (OR=0.18; 95% CI: 0.06-0.51; p=0.001)
เอกสารอ้างอิง
กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค. (2567). รายงานสถานการณ์โรคไม่ติดต่อในประเทศไทย พ.ศ. 2567.สมาคมโรคไม่ติดต่อแห่งประเทศไทย.
Al-Aqeel, S., Mutlaq, A., Alkhalifa, N., Alnassar, D., Alghanim, R., Algarni, W., & Alshammari, S.(2025). Pharmacists' interventions in virtual diabetes clinics: Cost-effectiveness feasibility study. Healthcare (Basel), 13(17), 2130. https://doi.org/10.3390/healthcare13172130
Borg, W. R., & Gall, M. D. (1983). Educational research: An introduction (4th ed.). Longman.
Buathong, N., Naruephai, S., Wanichanon, W., Rodkitvitthaya, K., Thananinkul, P., Jankaew, N., Wessamanon, P., Khaotrakul, S., Boonmak, R., Choo-eard, N., Nintap, T., Sarakitphan, T., Kaewchuay, P., Naruephai, K., & Chaison, M. (2024). Exploring symptoms perception and barriers to medication adherence among Thai Muslim patients with non-communicable diseases in a rural community in southern Thailand: A mixed-methods study. BMJ Open, 14(12), e089301. https://doi.org/10.1136/bmjopen-2024-089301
Cochran, W. G. (1977). Sampling techniques (3rd ed.). John Wiley & Sons.Davis, F. D. (1989). Perceived usefulness, perceived ease of use, and user acceptance of information technology. MIS Quarterly, 13(3), 319-340. https://doi.org/10.2307/249008
Diaz, R. R., Satheesh, G., Moran, A. E., Perel, P., Rodgers, A., & Schutte, A. E. (2026). Delivery models to improve adherence to medicines for chronic diseases in primary care. The Lancet Primary Care, 2(1), 100074. https://doi.org/10.1016/j.lanprc.2025.100074
He, J., Chen, J., Li, Q., Yang, Z., Liang, H., Wang, L., Sun, Z., & Zhao, H. (2022). Application of family-involved smart medication management system in rural-dwelling middle-aged and older adult participants with chronic diseases. Medicine (Baltimore), 101(45),
e31662. https://doi.org/10.1097/MD.0000000000031662
Hussain, A., & Bowen, A. M. (2024). Exploring pharmacist roles in telepharmacy for chronic disease management in New York State. Cureus, 16(6), e62982. https://doi.org/10.7759/cureus.62982
National Rural Health Association. (2024). Impacts of telehealth on rural health care access.
Parasuraman, A., Zeithaml, V. A., & Berry, L. L. (1988). SERVQUAL: A multiple-item scale for measuring consumer perceptions of service quality. Journal of Retailing, 64(1), 12-40.
Shrivastava, S. R. B. L., Bobhate, P. S., & Wibawa, A. (2025). Facilitating access to pharmaceutical care in rural and remote communities by strengthening telepharmacy. Nigerian Postgraduate Medical Journal, 32(1), 68-70. https://doi.org/10.4103/npmj.npmj_23_25
World Health Organization. (2025). Noncommunicable diseases: Fact sheet. https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/noncommunicable-diseases
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช และบุคคลากรท่านอื่น ๆ ในวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว


