การพัฒนารูปแบบของโปรแกรมการสร้างเสริมความเข้มแข็งทางใจเพื่อลดความเครียดของนักศึกษาพยาบาล
DOI:
https://doi.org/10.60099/jtnmc.v40i01.271368คำสำคัญ:
การสร้างเสริมความเข้มแข็งทางใจ , ความเครียด , การพัฒนารูปแบบ , นักศึกษาพยาบาลบทคัดย่อ
บทนำ ความเครียดในนักศึกษาพยาบาลเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่สำคัญ โดยเฉพาะในสังคมยุคดิจิทัล ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นักศึกษาพยาบาลต้องเผชิญกับภาระการเรียนที่เข้มข้นทั้งในภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ รวมถึงการฝึกงานที่มักมีความกดดันสูง ทำให้เกิดความเครียดในระหว่างการศึกษา อีกทั้งการปรับตัวเข้าสู่วิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเครียด การขาดประสบการณ์ในสถานการณ์จริงและความคาดหวังจากผู้ปกครอง ปัจจัยด้านการจัดการเรียนการสอน สัมพันธภาพกับเพื่อน และอาจารย์ อาจทำให้ความเครียดยิ่งทวีความรุนแรง ระบบการดูแลนักศึกษาที่มีอยู่ อาจไม่สามารถช่วยลด ความเครียดได้ตลอดเวลา แนวทางหนึ่งที่จะช่วยนักศึกษาให้สามารถเผชิญกับสถานการณ์ความเครียดได้ คือ การสร้างความเข้มแข็งทางใจร่วมกับแนวคิดการเจริญสติ จึงเป็นที่มาในการพัฒนาโปรแกรมการสร้างเสริม ความเข้มแข็งทางใจเพื่อลดความเครียดของนักศึกษาพยาบาล เพื่อเป็นแนวทางของการสร้างเสริมสุขภาพ อันจะนำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดี
วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1) เพื่อศึกษาสถานการณ์ความเครียดของนักศึกษาพยาบาลและพัฒนารูปแบบโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจเพื่อลดความเครียดของนักศึกษาพยาบาล และ 2) เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมฯ ต่อความเครียดของนักศึกษาพยาบาล สมมติฐานการวิจัย ได้แก่ 1) ความเครียดของนักศึกษากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมแตกต่างกันอย่างน้อย 1 คู่ 2) ความเครียดของนักศึกษาก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ แตกต่างกัน และ 3) ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเวลาและโปรแกรมฯ มีผลต่อความเครียดของนักศึกษา
การออกแบบการวิจัย การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา โดยประยุกต์แนวคิดความเข้มแข็งทางใจของกรอทเบอร์ก คือ “I have I am I can” และการฝึกสติด้วยการทำสมาธิเป็นฐานของคาบาทซิน โดยการพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมความเข้มแข็งทางใจเพื่อลดความเครียดของนักศึกษาพยาบาล ผู้วิจัย ศึกษาสถานการณ์ความเครียดของนักศึกษาพยาบาลบูรณาการร่วมกับแนวคิดทฤษฎีความเข้มแข็งทางใจ และแนวคิดการเจริญสติและสมาธิ ประกอบด้วย 3 โมดูล ได้แก่ การเตรียมความรู้ การเตรียมจิตใจ และการสร้างเสริมความเข้มแข็งทางใจ เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาที่เริ่มก่อให้เกิดความเครียด ซึ่งส่งผลให้ นักศึกษาสามารถผ่านพ้นช่วงวิกฤตจากปัญหาที่ทำให้เกิดความเครียดให้ลดลงได้
การดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาล ชั้นปีที่ 1- 4 ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2566 มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนี่ง สังกัดสำนักงานการอุดมศึกษาเอกชน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึง มิถุนายน พ.ศ. 2567 เลือกแบบเฉพาะเจาะจง กำหนดขนาดตัวอย่างโดยใช้โปรแกรม G* Power แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ 1) การศึกษาสถานการณ์ความเครียดของนักศึกษาพยาบาล จำนวนตัวอย่าง 141 คน และ 2) การนำรูปแบบของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นไปทดลองใช้ในผู้ที่มีความเครียดอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง จำนวนตัวอย่าง 30 คน จัดเข้ากลุ่มทดลอง 15 คน และกลุ่มควบคุม 15 คน โดยการจับคู่ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบวัดความเครียดของสวนปรุง ที่มีการตรวจสอบความเที่ยง ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .90 3) แบบสอบถามปลายเปิดเกี่ยวกับสาเหตุของความเครียด และการจัดการความเครียด และ 4) โปรแกรมการสร้างเสริมความเข้มแข็งทางใจเพื่อลดความเครียดของนักศึกษาพยาบาล ประกอบด้วย คู่มือการใช้โปรแกรม คลิปวิดีโอการฝึกสติด้วยการทำสมาธิ และใบงาน ของกิจกรรม 3 โมดูล มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาของโปรแกรม เท่ากับ .89 การเก็บรวบรวมข้อมูลแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาสถานการณ์ความเครียดของนักศึกษาพยาบาล และแนวคิดทฤษฏี การพัฒนาโปรแกรมการสร้างเสริมความเข้มแข็งทางใจเพื่อลคความเครียดของนักศึกษาพยาบาล ผู้วิจัยสำรวจ ความเครียดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้แบบวัดความเครียดของสวนปรุง รวมทั้งสาเหตุของความเครียด และ วิธีการจัดการกับความเครียดของนักศึกษาพยาบาล ด้วยแบบสอบถามสาเหตุของความเครียดและวิธีการจัดการกับความเครียด ผ่าน QR code ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบของโปรแกรมการสร้างเสริม ความเข้มแข็งทางใจเพื่อลดความเครียดของนักศึกษาพยาบาล ประกอบด้วย 1) วางแผนการพัฒนาโปรแกรมฯ โดยนำข้อมูลที่สำรวจได้จากระยะที่ 1 บูรณาการร่วมกับการฝึกสติด้วยการทำสมาธิเป็นฐาน และศึกษางานวิจัย ที่เกี่ยวข้อง 2) จัดทำคู่มือและเอกสารประกอบกิจกรรม 3 โมดูล ได้แก่ การเตรียมความพร้อมทางด้านความรู้ การเตรียมจิตใจ และการสร้างความเข้มแข็งทางใจ และระยะที่ 3 การนำโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นไปทดลองใช้ โดยนักศึกษากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมตอบแบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและแบบวัดความเครียดสวนปรุง ผู้วิจัยมอบหมายใบงาน คู่มือและเอกสารประกอบกิจกรรมให้กับกลุ่มทดลองเพื่อเตรียมพร้อมในการเข้าร่วม กิจกรรมทั้ง 3 โมดูล จากนั้นจัดกิจกรรมตามโปรแกรมฯ โดยเน้นการฝึกสติ รวม 6 กิจกรรม ใช้เวลา 6 สัปดาห์ ๆ ละ 1 ครั้ง ๆ ละ 90 นาที ในขณะที่กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลในระบบให้คำปรึกษาตามปกติ จากนั้นประเมิน ความเครียดหลังสิ้นสุดโปรแกรมทันที และติดตามหลังสิ้นสุดโปรแกรม 1 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทางวัดซ้ำ และสถิติ Bonferroni
ผลการวิจัย กลุ่มตัวอย่างระยะที่ 1 จำนวน 141 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 95.7) ศึกษาใน ชั้นปีที่ 3 มากที่สุด (ร้อยละ 30.5) มีความสัมพันธ์กับครอบครัว โดยสมาชิกในครอบครัวสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ (ร้อยละ 54.6) ความสัมพันธ์กับเพื่อนส่วนใหญ่เป็นแบบสนับสนุนให้ความช่วยเหลือ (ร้อยละ 34.8) ความสัมพันธ์กับอาจารย์เมื่อเผชิญกับปัญหาพบว่า เป็นแบบต้องการความช่วยเหลือจากอาจารย์ แต่ไม่กล้าเข้าหามากที่สุด (ร้อยละ 48.9) กลุ่มตัวอย่างมีความเครียดอยู่ในระดับรุนแรงมากที่สุด (ร้อยละ 54.6) รองลงมาคือระดับมาก (ร้อยละ 34.1) ระดับปานกลาง (ร้อยละ 9.9) และระดับต่ำ (ร้อยละ 1.4) ตามลำดับ สาเหตุของความเครียดที่พบมากที่สุดคือด้านการเรียน (ร้อยละ 72.3) การจัดการกับความเครียด พบว่า นักศึกษาเลือกวิธีการจัดการกับความเครียดโดยเริ่มที่ตนเองมากที่สุด (ร้อยละ 44.7) รองลงมาคือ ปรึกษาครอบครัว (ร้อยละ 29.8) และปรึกษาบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ครอบครัว (ร้อยละ 25.5) ตามลำดับ ใน ระยะที่ 2 ได้รูปแบบโปรแกรมการสร้างเสริมความเข้มแข็งทางใจเพื่อลดความเครียดของนักศึกษาพยาบาล รวมกิจกรรม 6 ครั้ง ประกอบด้วย 1) การเรียนรู้และเข้าใจความหมายและความสำคัญของความเข้มแข็ง ทางใจ เรียนรู้การฝึกสติ รวมทั้งสร้างสัมพันธภาพ 2) การสำรวจปัญหาที่ทำให้เกิดความเครียด และผลของ อารมณ์ด้านลบที่เกิดขึ้น 3) การวางแผน/กำหนดเป้าหมายและวิธีการสร้างเป้าหมายชีวิต 4) การสนทนา แลกเปลี่ยนและใช้คำถามเชิงลึกเพื่อค้นหาคนรู้ใจที่รับฟังและเป็นผู้ที่สนับสนุนให้นักศึกษาสามารถรับมือกับปัญหาหรือลดผลกระทบต่อจิตใจจากเหตุการณ์วิกฤตให้ก้าวผ่านไปได้ 5) การทบทวนความสัมพันธ์ รวมทั้งอภิปรายในประเด็นการสื่อสารทั้งวาจาและท่าทางที่อาจเป็นเชิงลบ และการปรับแนวทางการสื่อสาร ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และ 6) การสร้างความเข้มแข็งทางใจภายใต้การมีสติตื่นรู้ต่อสถานการณ์ต่าง ๆ รวมทั้งการยอมรับ เข้าใจ และสามารถเตรียมตัวเองให้พร้อมเสมอที่จะรับมือกับสถานการณ์นั้น ระยะที่ 3 ผลของการนำรูปแบบโปรแกรมการสร้างเสริมความเข้มแข็งทางใจของนักศึกษาไปใช้ พบว่า กลุ่มควบคุม มีค่าเฉลี่ยความเครียดก่อนทดลองอยู่ในระดับสูง (M = 49.1, SD = 8.8) หลังสิ้นสุดการทดลองทันที (M = 50.0, SD = 8.8) และหลังสิ้นสุดการทดลอง 1 เดือนยังคงอยู่ในระดับสูง (M = 51.4, SD = 8.7) ในขณะที่กลุ่มทดลอง มีความเครียดก่อนทดลองอยู่ในระดับสูง (M = 45.7, SD = 6.8) หลังสิ้นสุดการทดลองทันที (M = 41.3, SD = 4.9) และหลังสิ้นสุดการทดลอง 1 เดือนอยู่ในระดับปานกลาง (M = 41.5, SD = 5.1) ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวน แบบ 2 ทางวัดซ้ำ พบว่า ความเครียดก่อนการทดลอง หลังสิ้นสุดการทดลองทันที และหลังสิ้นสุดการทดลอง 1 เดือน ภายในกลุ่มไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 1.167, p = .304) อย่างไรก็ตาม ปฏิสัมพันธ์ ระหว่างช่วงเวลาและโปรแกรมมีผลต่อความเครียดของนักศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 4.413, p = .032) เมื่อวิเคราะห์ระหว่างกลุ่มพบว่า ความเครียดของกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ (F = 9.936, p = .004) ผลการวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ พบว่า กลุ่มทดลองมีความเครียด แตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในระยะหลังสิ้นสุดโปรแกรมทันที (Mean difference, MD = -8.733, p = .002) และในระยะ 1 เดือนหลังสิ้นสุดโปรแกรม (MD = -9.933, p = .001)
ข้อเสนอแนะ ผลการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงประสิทธิผลของโปรแกรม ดังนั้นอาจารย์ผู้รับผิดชอบ หลักสูตรและผู้เกี่ยวข้องควรนำโปรแกรมไปปรับใช้เพิ่มเติมจากระบบการให้คำปรึกษานักศึกษาที่มีอยู่เดิม และควรมีการศึกษาติดตามในระยะยาวเพื่อให้เห็นผลอย่างต่อเนื่อง และนำไปขยายผลต่อไป
Downloads
เอกสารอ้างอิง
Odgers CL, Jensen MR. Annual Research Review: Adolescent mental health in the digital age: facts, fears, and future directions. J Child Psychol Psychiatry. 2020;61(3):336-48. https://doi.org/10.1111/jcpp.13190. PMID: 31951670.
Ganesan Y, Talwar P, Fauzan N, Oon YB. A study on stress level and coping strategies among undergraduate students. Journal of Cognitive Sciences and Human Development. 2018;3(2):37-47. https://doi.org/10.33736/jcshd.787.2018
Karyotaki E, Cuijpers P, Albor Y, Alonso J, Auerbach RP, Bantjes J, et al. Sources of stress and their associations with mental disorders among college students: Results of the World Health Organization World Mental Health Surveys International College Student initiative. Front Psychol. 2020 2020;11:1-11. https://doi.org/10.3389/fpsyg.2020.01759 PMID: 32849042
Mackie SA, Bates GW. Contribution of the doctoral education environment to PhD candidates’ mental health problems: A scoping review. Higher Education Research & Development. 2019;38(3):565-78. https://doi.org/10.1080/07294360.2018.1556620
Sirisup S, Fuangdee N, Yanaram N, Noinang N, Anai N, Boonchuan T, et al. Factors Causing to stress of Nursing Students ,Ubon Ratchathani University. Journal of Health Sciences and Wellness. 2018;21(42):93–106. Available from: http://110.164.147.155/kmhealth_new/Documment/psychiatry/adult/P1.2.13.pdf (in Thai)
Wiramon, G, Suprawee, K. (2022). Effects of a mental health promotion and prevention program on stress and depression among first-year nursing students. Journal of Nursing Siam University, 23(44), 36-48. Available from:https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nursingsiamjournal/article/view/255599/173859 (in Thai)
Russell G, Lightman S. The human stress response. Nat Rev Endocrinol. 2019;15(9):525-34. https://doi.org/10.1038/s41574-019-0228-0 PMID: 31249398
Limthongkul M, Aree-Ue S. Sources of stress, coping strategies, and outcomes among nursing students during their initial practice. Nursing Research and Innovation Journal. 2009;15(2):193-205. Available from: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/unc/article/view/111726/87190 (in Thai)
Moscaritolo LM. Interventional strategies to decrease nursing student anxiety in the clinical learning environment. Journal of Nursing Education. 2009; 48(1):17-23 PMID: 19227751
Soontonmalai K. Factors predicting and stress reduction guidelines for maternal-newborn nursing and midwifery practicum 1 of police nursing students at the Police Nursing College. Journal of the Police Nurse. 2017;9(2):128-38. Available from: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/policenurse/article/view/107962/85605 (in Thai)
Liu J, Yang Y, Chen J, Zhang Y, Zeng Y, Li J. Stress and coping styles among nursing students during the initial period of the clinical practicum: A cross-section study. Int J Nurs Sci. 2022 Mar 2;9(2):222-29. https://doi.org/10.1016/j.ijnss.2022.02.004. PMID: 35509703
Grotberg EH. Resilience for Today: Gaining Strength from Adversity. Westport (CT): Praeger Publishers; 2003. 240 p. ISBN: 0-275-97984-9. Available from: https://api.pageplace.de/preview/DT0400.9780313057519_A47347797/preview-9780313057519_A47347797.pdf
Kabat-Zinn J. Mindfulness-based interventions in context: Past, present, and future. Clinical Psychology: Science and Practice. 2003;10:144-56. http://dx.doi.org/10.1093/clipsy/bpq016
Luthans F, Youssef CM. Emerging positive organizational behavior. Journal of Management. 2007;33:321-49.
Panthong K, Dangdomyouth P. The effectiveness of a resilience quotient emphasizing a mindfulness-based program on depression in older persons with major depressive disorder. Kuakarun Journal of Nursing. 2018;25(2):105-18. Available from: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kcn/article/view/161090/116165 (in Thai)
Boonchai Srisatidnarakul. Effect size, power analysis, and appropriate sample size calculation using G*Power. Bangkok: Chulalongkorn University Press. 2020. p. 193–6.
Kochakorn Thammanamsil, Supranee Noitung, Kanchana Panyaphet, Warisara Soraj. Factors Affecting to stress among Nursing Students at a Private Nursing College, Bangkok. Journal of Health and Health Management. 2021;7(1):60–75. Available from:https://www.nur.psu.ac.th/researchdb/file_warasarn/15449journal225640909193756.pdf (in Thai)
Rodgers A, Dunsmuir S. A controlled evaluation of the ‘FRIENDS for Life’ emotional resiliency programme on overall anxiety levels, anxiety subtype levels and school adjustment. Child and Adolescent Mental Health. 2015;20(1):13-9. https://doi.org/10.1111/camh.12030. PMID: 32680330.
Hjemdal O, Vogel PA, Solem S, Hagen K, Stiles TC. The relationship between resilience and levels of anxiety, depression, and obsessive–compulsive symptoms in adolescents. Clinical Psychology and Psychotherapy. 2011;18(4):314-21. https://doi.org/10.1002/cpp.719. PMID: 20806419.
Garaigordobil M, Dura A, Perez JI. Psychopathological symptoms, behavioural problems, and self-concept/ self-esteem: A study of adolescents aged 14 to 17 years old. Annuary of Clinical and Health Psychology. 2005; 1:53-63.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสภาการพยาบาล

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.



