ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคลมร้อนของพนักงานบริการภาคพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ
DOI:
https://doi.org/10.60099/jtnmc.v41i04.277619คำสำคัญ:
ปัจจัยทำนาย , พฤติกรรมการป้องกันโรคลมร้อน , พนักงานบริการภาคพื้น, แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ , สนามบินสุวรรณภูมิบทคัดย่อ
บทนำ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ทำให้ผู้ทำงานกลางแจ้งต้องเผชิญกับความร้อนจัดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โรคลมร้อน เป็นโรคจากความร้อนที่มีความรุนแรงสูงสุดและเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ จากการที่ระบบควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ระบบไหลเวียนโลหิต และระบบประสาทส่วนกลางเสียหน้าที่ หากไม่ได้ป้องกันหรือไม่ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะแทรกช้อนรุนแรงและเสียชีวิตได้ ประเทศไทยเป็นประเทศในเขตร้อนที่มีอุณหภูมิสูงเกือบตลอดปี โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนซึ่งอุณหภูมิ อาจสูงถึงระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ผู้ที่ทำงานกลางแจ้งจึงมีความเสี่ยงต่อโรคจากความร้อนมากกว่าประชาชนทั่วไป พนักงานบริการภาคพื้น ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากต้องปฏิบัติงานบนลานจอดอากาศยาน ซึ่งมีการสะท้อนความร้อนจากพื้นผิวคอนกรีต การได้รับไอร้อนจากเครื่องยนต์อากาศยาน และข้อจ๋ากัดด้านเวลาในการปฏิบัติงาน พนักงานจึงอาจมีข้อจำกัด ด้านเวลาพัก การดื่มน้ำ หรือการสังเกตอาการผิดปกติของตนเองได้อย่างเพียงพอ การศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นการค้นหาปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคลมร้อนของพนักงานบริการภาคพื้น ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อให้สามารถพัฒนาแนวทางหรือมาตรการเพื่อการป้องกันโรคลมร้อนสำหรับพนักงานภาคพื้นได้อย่างเหมาะสม
วัตถุประสงค์ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับพฤติกรรมการป้องกันโรคลมร้อน การรับรู้ของบุคคล (การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมร้อน (perceived susceptibility) การรับรู้ความรุนแรงของโรคลมร้อน (perceived severity) การรับรู้ประโยชน์ของพฤติกรรมการป้องกันโรคลมร้อน (perceived benefts) การรับรู้อุปสรรคต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคลมร้อน (perceived bariers) และการรับรู้ความสามารถของตนเองในการปฏิบัติพฤติกรรมการป้องกันโรคลมร้อน (perceived self effcacy) การสนับสนุนจากผู้เกี่ยวข้อง (support from related persons) การจัดการขององค์กรที่ เกี่ยวข้องกับการป้องกันโรคลมร้อน (management for heat stroke prevention) และความรู้เกี่ยวกับโรคลมร้อน (knowledge about heat stroke) และ 2) ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคลมร้อนของพนักงานบริการภาคพื้น ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
การออกแบบการวิจัย การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนาย โดยประยุกต์แนวคิดแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ (Health belief model) ในการศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคลมร้อนของพนักงานบริการภาคพื้น ซึ่งประกอบด้วย 3 กลุ่มปัจจัย คือ 1) ปัจจัยด้านการรับรู้ของบุคคล ได้แก่ การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมร้อน การรับรู้ความรุนแรงของโรคลมร้อน การรับรู้ประโยชน์ของพฤติกรรมการป้องกันโรคลมร้อน การรับรู้อุปสรรค์ของพฤติกรรมการป้องกันโรคลมร้อน การรับรู้ความสามารถของตนเองในการปฏิบัติพฤติกรรมการป้องกันโรคลมร้อน 2) ปัจจัยด้านสิ่งชักนำให้ปฏิบัติ ได้แก่ การสนับสนุนจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง การบริหารจัดการเกี่ยวกับการป้องกันโรคลมร้อน และ 3) ปัจจัยร่วมที่ศึกษา ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับโรคลมร้อม
การดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่าง เป็นพนักงานบริการภาคพื้น ในสนามบินสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 176 คน ที่ปฏิบัติงานในตำแหน่งปัจจุบันมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบ 2 ขั้นตอนตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ประกอบด้วย 7 ส่วน ได้แก่ 1) ข้อมูลส่วนบุคคล 2) ความรู้เกี่ยวกับโรคลมร้อน 3) การรับรู้เกี่ยวกับโรคลมร้อน 4) การรับรู้ความสามารถของตนเองในการปฏิบัติพฤติกรรมการป้องกันโรคลมร้อน 5) การสนับสนุนจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง 6) การบริหารจัดการเกี่ยวกับการป้องกันโรคลมร้อน และ 7) พฤติกรรมการป้องกันโรคลมร้อน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการตอบแบบสอบถามด้วยตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน
ผลการวิจัย กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 87.50) สถานภาพโสด (ร้อยละ 66.50) มีอายุอยู่ในช่วง 35-39 ปีมากที่สุด (ร้อยละ 25.57) การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. มากที่สุด (ร้อยละ 34.10) มีอายุงานในการเป็นพนักงานบริการภาคพื้น 1-5 ปี (ร้อยละ 55.68) ทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ (ร้อยละ 58.00) ปัจจัยด้านการรับรู้ของบุคคล ได้แก่ การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมร้อน การรับรู้ความรุนแรงของการเกิดโรคลมร้อน และการรับรู้ประโยชน์ของพฤติกรรมการป้องกันโรคลมร้อน อยู่ในระดับมาก ส่วนการรับรู้อุปสรรคของพฤติกรรมป้องกันโรคลมร้อน และ การรับรู้ความสามารถของตนเองในการปฏิบัติพฤติกรรมการป้องกันโรคลมร้อน อยู่ในระดับปานกลาง ปัจจัยด้านสิ่งชักนำให้ปฏิบัติ ได้แก่ การสนับสนุนจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง อยู่ในระดับน้อย ส่วนการบริหารจัดการเกี่ยวกับการป้องกันโรคลมร้อน อยู่ในระดับปานกลาง และ 3) ปัจจัยร่วม ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับโรคลมร้อน อยู่ในระดับดี สำหรับพฤติกรรมการป้องกันโรคลมร้อนของพนักงานบริการภาคพื้น พบว่า อยู่ในระดับปานกลาง ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน พบว่า ปัจจัยร่วมทำนายพฤติกรรม ป้องกันโรคลมร้อนของพนักงานบริการภาคพื้น ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การสนับสนุนจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง (β = .429, p <.001) การรับรู้ความสามารถของตนเองในการปฏิบัติพฤติกรรมการป้องกันโรคลมร้อน (β = .216, p<.001) การบริหารจัดการเกี่ยวกับการป้องกันโรคลมร้อน (β = .221, p<.001) และการรับรู้อุปสรรคของพฤติกรรมการป้องกันโรคลมร้อน (β = -.163, p =.003) สามารถร่วมกัน อธิบายความแปรปรวนพฤติกรรมการป้องกันโรคลมร้อนของพนักงานบริการภาคพื้น ที่สนามบินสุวรรณภูมิได้ ร้อยละ 51.1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Adjusted R2 = .511, p < .001)
ข้อเสนอแนะ ผู้บริหาร หัวหน้างาน เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน และพยาบาล สามารถนำผลการวิจัยไปใช้เพื่อให้การชักนำสู่พฤติกรรมป้องกันโรคลมร้อน โดยดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนพนักงานภาคพื้นในระดับบุคคล การแจ้งเตือนเกี่ยวกับการป้องกันโรคลมร้อน รวมทั้งพัฒนารูปแบบหรือโปรแกรมในการป้องกันโรคลมร้อน โดยส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของตนเอง และลดการรับรู้อุปสรรคต่อพฤติกรรมป้องกันโรคลมร้อน ในพนักงานบริการภาคพื้น สำหรับระดับนโยบายผู้บริหารองค์กรสามารถนำผลการศึกษาไปใช้พัฒนานโยบายองค์กร หลักสูตรฝึกอบรม ระบบแจ้งเตือน และการจัดการสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อการปฏิบัติพฤติกรรมการป้องกันโรคลมร้อนของพนักงานภาคพื้นอย่างเป็นระบบ
Downloads
เอกสารอ้างอิง
World Health Organization. Heat and health; 2024. Available from: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/climate-change-heat-and-health
Chokkhanchitchai S. Editorial note: Heat stroke. Journal of Preventive Medicine Association of Thailand. 2019;9(1):1-2. Available from: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JPMAT/article/view/190672/133326 (in Thai)
Department of Health, Ministry of Public Health. Guidelines for surveillance and risk communication on heat-related health hazards, 2025. Chaitiemwong N, editor. Nonthaburi: The Department; 2025. Available from: https://hia.anamai.moph.go.th/web-upload/12xb1c83353535e43f224a05e184d8fd75a/m_magazine/35644/5451/file_download/04cb3f6093f5faa10e1e9226c4781df4.pdf (in Thai)
Yovi EY, Nastiti A, Kuncahyo B. Heat-related knowledge, risk perception, and precautionary behavior among Indonesian forestry workers and farmers: implications for occupational health promotion in the face of climate change impacts. Forests. 2023;14(7):1455. https://doi.org/10.3390/f14071455.
Jaikamwang N, Bunsee W, Yakama Y, Pongkaew J, Sutthichan N, Saelee S, et al. Knowledge, perception, and behaviors regarding heat stroke prevention among new conscripts. Journal of Nursing and Health Research. 2021;22(1):40–51. Available from: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/bcnpy/article/view/246203/168639 (in Thai)
Department of Disease Control, Ministry of Public Health. Announcement on prevention of diseases and health hazards during Thailand’s summer, B.E. 2568 (2025). Nonthaburi: The Department; 2025. Available from: https://ddc.moph.go.th/uploads/publish/1686320250311080656.pdf (in Thai)
International Labour Organization (ILO). Be cautious of excessive heat. Geneva: International Labour Organization; 2025 Apr 8. Available from: https://www.ilo.org/resource/training-material/be-cautiousexcessive-heat
Safety & Health Care Section of a Private Company at Suvarnabhumi Airport. A report surveying heatstroke prevention practices among ground service employees of a private company in the Suvarnabhumi Airport area. (Unpublished report). 2024.
Glanz K, Rimer BK, Viswanath K, editors. Health behavior and health education: Theory, research and practice. 4th ed. San Francisco: Jossey-Bass; 2008.
Aljaroudi A, Alardhi M, Khan AA. Combatting the heat: assessing heat stress risks in aircraft maintenance environments. In: Luximon A, Xiong S, editors. Physical Ergonomics and Human Factors. Proceedings of the 16th International Conference on Applied Human Factors and Ergonomics (AHFE 2025); 2025 Jul 26-30; Orlando, FL, USA. AHFE Open Access; 2025. p. 1-7. https://doi.org/10.54941/ahfe1006458.
International Air Transport Association (IATA). IATA Annual Safety Report: Executive Summary and Safety Overview - 60th Edition. Montreal: IATA; 2024. Available from: https://www.iata.org/contentassets/a8e49941e8824a058fee3f5ae0c005d9/safetyreport-executive-and-safety-overview-2023.pdf
van Selm L, Williams S, de’Donato F, Briones- Vozmediano E, Stratil J, Sroczynski G, et al. Occupational heat stress among migrant and ethnic minority outdoor workers: a scoping review. Curr Environ Health Rep. 2025;12(1):16. https://doi.org/10.1007/s40572-025-00481-y PMID: 40123011
Ruangdej Chaosuansreecharoen K, Srilaong A, Akharawirawa T, Hlupo W, Kongsanit S. Heat-related illness prevention behaviors among older adults in southern Thailand: determinants based on Health Belief Model. Southeast Asian J Trop Med Public Health. 2026;57(1):56-88. Available from: https://journal.seameotropmednetwork.org/index.php/jtropmed/article/view/1343/779
International Labour Organization. More workers than ever are losing the fight against heat stress. Geneva: International Labour Organization; 2024 Jul 25. Available from: https://www.ilo.org/resource/news/more-workers-ever-are-losingfight-against-heat-stress
Rosenstock IM, Strecher VJ, Becker MH. Social learning theory and the Health Belief Model. Health Educ Q. 1988;15(2):175–183. https://doi.org/10.1177/109019818801500203 PMID: 3378902
Faul F, Erdfelder E, Buchner A, Lang AG. Statistical power analyses using G*Power 3.1: tests for correlation and regression analyses. Behav Res Methods. 2009; 41(4):1149–60. Available from: https://link.springer.com/article/10.3758/BRM.41.4.1149
Cohen J. Statistical power analysis for the behavioral sciences. 2nd ed. Hillsdale (NJ): Lawrence Erlbaum Associates; 1988.
Bloom BS. Handbook on formative and summative evaluation of student learning. New York: McGraw- Hill; 1971.
Burns N, Grove SK. The practice of nursing research: appraisal, synthesis, and generation of evidence. 7th ed. St. Louis: Saunders Elsevier; 2013.
Becker MH. The Health Belief Model and personal health behavior. Health Educ Monogr. 1974;2(4): 324–508. Available from: http://dx.doi.org/10.1177/109019817400200407
Kjellstrom T, Freyberg C, Lemke B, Otto M, Briggs D. Estimating population heat exposure and impacts on working people in conjunction with climate change. Int J Biometeorol. 2018 Mar;62(3): 291-306. https://doi.org/10.1007/s00484-017-1407-0 PMID: 28766042
Martinez B, Beck C, Ghosh JK. Utilizing the health belief model to understand heat mitigation behaviors in the United States: Results of an online panel survey. PLoS One. 2025;20(10):e0334697. https://doi.org/10.1371/journal.pone.0334697 PMID: 41086185
Bandura A. Self-efficacy: toward a unifying theory of behavioral change. Psychol Rev. 1977;84(2):191–215. https://doi.org/10.1037/0033-295X.84.2.191
Cohen S, Wills TA. Stress, social support, and the buffering hypothesis. Psychol Bull. 1985;98(2): 310-57. https://doi.org/10.1037/0033-2909.98.2.310.
Uchino BN. Understanding the links between social support and physical health: a life-span perspective with emphasis on the separability of perceived and received support. Perspect Psychol Sci. 2009;4(3): 236–55. https://doi.org/10.1111/j.1745-6924.2009.01122.x PMID: 26158961
Pender NJ, Murdaugh CL, Parsons MA. Health promotion in nursing practice. 7th ed. Boston: Pearson; 2015.
Ullah F, Ragazzoni L, Hubloue I, Barone-Adesi F, Valente M. The use of the health belief model in the context of heatwaves research: a rapid review. Disaster Med Public Health Prep. 2024;18:e34. https://doi.org/10.1017/dmp.2024.2 PMID: 38384190
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการพยาบาล

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.



