ความสัมพันธ์อย่างตระหนักรู้เพื่อการพัฒนาภายใน: การประยุกต์ใช้ในการพยาบาลและสหวิชาชีพ
DOI:
https://doi.org/10.60099/jtnmc.v41i03.281568คำสำคัญ:
ความสัมพันธ์อย่างตระหนักรู้, สติในสัมพันธภาพระหว่างบุคคล, การพัฒนาภายใน, การพยาบาล, การปฏิบัติสหวิชาชีพบทคัดย่อ
ในปัจจุบันทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายที่ซับซ้อนทั้งปัญหาสุขภาพ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมและความขัดแย้งทางสังคม รายงานวิจัยบ่งชี้ว่าปัญหาเหล่านี้มิได้เกิดจากปัจจัยเชิงโครงสร้างภายนอกเพียงอย่างเดียว หากยังสะท้อนสภาวะภายในของมนุษย์ เช่น การยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ยึดติดกับวัตถุภายนอก ความกลัว และความรู้สึกแปลกแยกจากผู้อื่นและโลก ซึ่งแสดงออกผ่านพฤติกรรมที่ไม่เกื้อหนุนต่อสุขภาวะทั้งในระดับบุคคลและส่วนรวม การรับมือกับความท้าทายดังกล่าวจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับทั้งการพัฒนาภายนอกและภายในผ่านกรอบแนวคิด Inner Development Goals (IDGs) ซึ่งประกอบด้วย 5 มิติ ได้แก่ การดำรงอยู่ (being) การคิด (thinking) การเชื่อมโยงสัมพันธ์ (relating) การร่วมมือ (collaborating) และการลงมือทำ (acting) มิติเหล่านี้มิได้ทำงานแยกขาดจากกันแต่เกื้อหนุนกันอย่างต่อเนื่องในฐานะกระบวนการบูรณาการ โดยมีความสัมพันธ์เป็นพื้นที่สำคัญของการพัฒนาภายในอย่างเป็นองค์รวม ในบริบทนี้ มุมมองทางจิตวิทยาและจิตวิญญาณชี้ให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลสามารถเป็นได้ทั้งกระจกสะท้อนบาดแผลภายในที่ต้องการการเยียวยา และพื้นที่แห่งการงอกงามของศักยภาพความเป็นมนุษย์
บทความนี้นำเสนอแนวคิดความสัมพันธ์อย่างตระหนักรู้ (conscious relationships) ในฐานะกระบวนการสำคัญของการพัฒนาภายใน โดยมีหลักการสำคัญ ได้แก่ (1) การเติบโตร่วมกันอย่างมีจุดมุ่งหมาย (2) การดำรงอยู่อย่างมีสติและการตระหนักรู้ในตนเอง (3) ความรับผิดชอบต่อตนเอง (4) ความจริงแท้และความปลอดภัยทางจิตใจ (5) การเปิดรับความขัดแย้ง และ (6) ความเป็นตัวของตัวเองและการพึ่งพาอาศัยกันอย่างสมดุล นอกจากนี้ บทความยังนำเสนอแนวทางการพัฒนาความสัมพันธ์อย่างตระหนักรู้ในการปฏิบัติการพยาบาลและการทำงานร่วมกับทีมสหวิชาชีพ โดยตระหนักว่าความสัมพันธ์ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการดูแล ความปลอดภัยของผู้รับบริการ และสุขภาวะของบุคลากรทางสุขภาพ แนวทางดังกล่าวประกอบด้วย (1) การตั้งมั่นอยู่บนความเข้าใจที่ถูกต้องว่าความสัมพันธ์เป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ภายใน การรับผิดชอบต่ออารมณ์ของตนเอง และการเปิดรับผู้อื่นด้วยสติและกรุณา (2) การพัฒนาการดำรงอยู่อย่างมีสติผ่านการตระหนักรู้ปฏิกิริยาภายในของตนเองด้วยใจที่ไม่ตัดสิน ซึ่งช่วยส่งเสริมการกำกับอารมณ์ ลดการตอบสนองแบบอัตโนมัติ และพัฒนาความมั่นคงทางอารมณ์ และ (3) การพัฒนาเจตจำนงต่อการสร้างความสัมพันธ์อย่างตระหนักรู้กับผู้รับบริการและทีมสุขภาพ โดยใช้ทุกปฏิสัมพันธ์เป็นโอกาสในการรับผิดชอบต่อความรู้สึกของตนเอง และเชื่อมโยงกับคุณค่าภายในยิ่งขึ้น (4) การรับฟังอย่างลึกซึ้ง โดยใส่ใจไม่เพียงต่อประสบการณ์ของผู้อื่น แต่ยังตระหนักรู้ถึงความกลัว ความต้องการ และปฏิกิริยาภายในของตนเองด้วย (5) การสื่อสารด้วยความกรุณา ผ่านการพูดด้วยสติและความเมตตา รวมถึงการพูดกับตนเองอย่างอ่อนโยนด้วยการยอมรับและให้อภัย (6) การสัมผัสอย่างอ่อนโยนและมีสติ ผ่านการสัมผัสทางกาย การสบตา น้ำเสียง และการดำรงอยู่อย่างใส่ใจ เพื่อสนับสนุนการเยียวยาและความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ (7) การส่งเสริมความตระหนักรู้ในตนเองและความรับผิดชอบของผู้รับบริการ ด้วยคำพูดที่อ่อนโยน ไม่ตัดสิน และเปี่ยมด้วยความกรุณา และ (8) การอยู่กับความทุกข์โดยไม่เร่งรีบที่จะขจัดมันออกไป โดยตระหนักว่าความทุกข์บางอย่างเพียงต้องการการอยู่ร่วมอย่างเมตตาและเวลาเพื่อค่อย ๆ คลี่คลายตามธรรมชาติ บทความนี้ยังนำเสนอผลการวิจัยเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการฝึกสติในสัมพันธภาพระหว่างบุคคลในการศึกษาพยาบาลของไทยอีกด้วย
นอกจากนั้น บทความนี้เสนอแนวทางการประยุกต์แนวคิดความสัมพันธ์อย่างตระหนักรู้ในการปฏิบัติงานร่วมกับสหวิชาชีพ ซึ่งประกอบด้วยการกำหนดค่านิยมและสมรรถนะหลักขององค์กร การพัฒนาผู้นำเชิงสัมพันธ์อย่างตระหนักรู้ การออกแบบโปรแกรมฝึกอบรมอย่างเป็นระบบ และการบูรณาการความสัมพันธ์อย่างตระหนักรู้เข้าสู่การปฏิบัติงานประจำ บทความยังได้นำเสนอตัวอย่างเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ความสัมพันธ์อย่างตระหนักรู้ในการทำงานร่วมกันภายในทีมสหวิชาชีพ ท้ายที่สุดนำเสนอแนวทางการประเมินผลลัพธ์ของความสัมพันธ์อย่างตระหนักรู้ซึ่งอาจสะท้อนความเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับบุคคลและระดับองค์กร การประเมินดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ทั้งด้วยวิธีเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ อย่างไรก็ตาม เครื่องมือประเมินที่นำเสนอในที่นี้ควรถูกพิจารณาเป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นเท่านั้น แม้อาจสะท้อนบางมิติของคุณภาพความสัมพันธ์อย่างตระหนักรู้ได้ แต่ก็ยังไม่สามารถครอบคลุมความซับซ้อนของปรากฏการณ์ได้ทั้งหมด ดังนั้น จึงยังจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยและพัฒนาเครื่องมือประเมินที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นในอนาคต
โดยสรุป ความสัมพันธ์อย่างตระหนักรู้เป็นพื้นที่สำคัญของการพัฒนาภายใน ตลอดถึงคุณภาพและคุณค่าของการพยาบาล การปฏิบัติการพยาบาลสามารถพัฒนาไปจากการมุ่งดูแลผู้รับบริการเพียงฝ่ายเดียว สู่การใช้ช่วงเวลาแห่งการดูแลเป็นพื้นที่ที่พยาบาลได้บ่มเพาะการดูแลตนเองผ่านการตระหนักรู้อยู่กับปัจจุบันโอบรับความเป็นมนุษย์ในตนเองควบคู่ไปกับของเพื่อนร่วมงานและผู้รับบริการ กระบวนการเช่นนี้ช่วยลดความตึงเครียดทั้งทางกายและจิตใจที่เกิดจากการต่อต้านประสบการณ์ชีวิตที่เกิดขึ้น เอื้อต่อการตระหนักถึงคุณค่าในตนเองและพลังชีวิต อีกทั้งยังสนับสนุนการเยียวยาและการฟื้นคืนสู่ความเป็นองค์รวมของทุกฝ่าย ดังนั้น แนวคิดและการพัฒนาความสัมพันธ์อย่างตระหนักรู้ควรได้รับการบูรณาการอย่างเป็นระบบในองค์กรสุขภาพ โดยผู้นำมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้
Downloads
เอกสารอ้างอิง
D’Souza J. Greed: Crises, causes, and solutions. Int J Humanit Soc Sci. 2015;5(7):1–6. Available from: https://ijhss.thebrpi.org/journals/Vol_5_No_7_July_2015/1.pdf
Tolle E. A new earth: Awakening to your life’s purpose. New York: Plume; 2006.
Bergman JZ, Westerman JW, Bergman SM, Westerman J, Daly JP. Narcissism, materialism, and environmental ethics in business students. J Manage Educ. 2014;38(4):489–510. https://doi.org/10.1177/1052562913488108
Metz AL. Back to nature: The impact of nature relatedness on empathy and narcissism in the millennial generation [thesis]. James Madison University; 2014. Available from: https://commons.lib.jmu.edu/edspec201019/65
World Health Organization. Social connection linked to improved health and reduced risk of early death [Internet]. 2025 [cited 2026 Apr 1]. Available from: https://www.who.int/news/item/30-06-2025-social-connection-linked-to-improved-heathand-reduced-risk-of-early-death
Pairotangsuthon T. The inner development goals. InnerCorner [Internet]. 2024 [cited 2026 Apr 1]. Available from: https://www.innercorner.com/HomeRoom/Content/The-Inner-Development-Goals (in Thai).
Stålne K, Greca S. Inner Development Goals: Phase 2 Research Report. Sweden: Inner Development Goals Initiative; 2022. Available from: https://www.scribd.com/document/707613117/About-IDG-Toolkit-v1
Welwood J. Toward a psychology of awakening: Buddhism, psychotherapy, and the path of personal and spiritual transformation. Boston: Shambhala; 2000.
Frazier ML, Fainshmidt S, Klinger RL, Pezeshkan A, Vracheva V. Psychological safety: a meta-analytic review and extension. Pers Psychol. 2017;70(1): 113-165. https://doi.org/10.1111/peps.12183
Ajahn Chah. The collected teachings of Ajahn Chah. Northumberland: Aruna Publications, Aruna Ratanagiri Buddhist Monastery; 2001.
Thich Nhat Hanh. The art of communicating. New York: HarperCollins; 2014.
Loeschen S. The secrets of Satir: Collected sayings of Virginia Satir [Internet]. International Psychotherapy Institute; 2017 [cited 2026 Apr 1]. Available from: http://www.freepsychotherapybooks.org
Watson J. Human caring science: A theory of nursing. Sudbury (MA): Jones & Bartlett Learning; 2012.
Newman MA. Transforming presence: The difference that nursing makes. Philadelphia: F. A. Davis Company; 2008.
Hagerty TA, Samuels W, Norcini-Pala A, Gigliotti E. Peplau’s theory of interpersonal relations: An alternate factor structure for patient experience data? Nurs Sci Q. 2017;30(2):160-167. https://doi.org/10.1177/0894318417693286
Yagi SR, Napa W, Awirutworakul T, Ittasakul P, Yagi N, Hartelius G. Effects of a brief interpersonal mindfulness program embedded in a psychiatric nursing practicum: A controlled pilot study. J Prof Nurs. 2023;47:46-55. https://doi.org/10.1016/j.profnurs.2023.04.005
Kramer G. Insight dialogue: The interpersonal path to freedom. Boston: Shambhala; 2007.
Centers for Medicare & Medicaid Services. HCAHPS: Patients’ perspectives of care survey [Internet]. Baltimore (MD): CMS; 2024 [cited 2026 May 17]. Available from: https://www.hcahpsonline.org/
Khoury B, Vergara RC, Spinelli C, Sadowski I. Interpersonal Mindfulness Questionnaire (IMQ). In: Medvedev ON, Krägeloh CU, Siegert RJ, Singh NN, editors. Handbook of Assessment in Mindfulness Research. Cham: Springer; 2022. https://doi.org/10.1007/978-3-030-77644-2_75-1
Kenaszchuk C, Reeves S, Nicholas D, Zwarenstein M. Validity and reliability of a multiple-group measurement scale for interprofessional collaboration. BMC Health Serv Res. 2010;10:83. https://doi.org/10.1186/1472-6963-10-83. PMID: 20353577
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการพยาบาล

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.



