ประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการใช้ยาขับเหล็กระหว่าง Deferiprone เปรียบเทียบกับ Deferasirox ในผู้ป่วยโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียชนิดพึ่งพาเลือดที่มีภาวะเหล็กเกินในโรงพยาบาลราชบุรี
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียชนิดพึ่งพาโลหิตนั้น พบว่ามักเกิดภาวะแทรกซ้อนเหล็กเกินจากการได้รับเลือดเป็นประจำ ยาขับเหล็กจึงเข้ามามีบทบาทในการป้องกันการเกิดภาวะเหล็กเกิน ซึ่งปัจจุบันมีที่ใช้ในประเทศไทยด้วยกัน 3 ชนิด ได้แก่ ยาฉีด 1 ชนิด คือ deferoxamine, ยารับประทาน 2 ชนิด ได้แก่ deferiprone และ deferasirox อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาต่าง ๆ ที่ผ่านมา พบว่า มีการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างการใช้ยา deferiprone และ deferasirox ในผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียชนิดพึ่งพา แต่เป็นการศึกษาที่จัดทำขึ้นในผู้ป่วยเด็ก อีกทั้งผลของการศึกษาในแต่ละการศึกษานั้น ให้ผลที่ไม่ตรงกัน จึงเป็นที่มาของการศึกษานี้ เพื่อประโยชน์ในการเลือกใช้ยาในผู้ป่วยโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียชนิดพึ่งพาเลือด
วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาย้อนหลังจากเหตุไปหาผล (retrospective cohort study) รวบรวมผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในแผนกอายุรกรรมผู้ป่วยนอกที่ได้รับวินิจฉัยโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียชนิดพึ่งพาเลือดที่มีภาวะเหล็กเกิน ตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558–31 ธันวาคม พ.ศ. 2562 โดยใช้จำนวนผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียชนิดพึ่งพาทั้งหมด 70 คน แบ่งเป็นผู้ป่วยที่ได้รับยา deferiprone จำนวน 36 คน และผู้ป่วยที่ได้รับยา deferasirox จำนวน 34 คน มีการเก็บข้อมูลพื้นฐาน; ระดับ serum ferritin เริ่มต้น; ระดับการลดลงของ serum ferritin ตั้งแต่แรกจนถึง 3 เดือน, 6 เดือน, 1 ปี, และ 2 ปี, ผลข้างเคียงจากยา; สาเหตุการตาย; และการติดตามการรักษา ในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาขับเหล็กต่างชนิดกัน แล้วนำมาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของยาขับเหล็กแต่ละชนิด
ผลการศึกษา: จากข้อมูลพื้นฐานพบว่าไม่มีความแตกต่างกันอย่างที่นัยสำคัญทางสถิติระหว่างชนิดของกลุ่มยาขับเหล็กที่ผู้ป่วยได้รับ ยกเว้นระดับ serum ferritin เริ่มต้นและค่าการทำงานของตับ ผู้ป่วยที่ได้รับยา deferasirox สามารถลดระดับ serum ferritin ที่ 1 ปี และ 2 ปี ได้มากกว่า เมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ได้รับยา deferiprone เดี่ยว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อีกทั้งในผู้ป่วยที่ได้รับยา deferasirox ร่วมกับ deferoxamine ยังสามารถเพิ่มการลดลงของ serum ferritin ที่ 1 ปี และ 2 ปี ได้มากกว่าการได้รับยา deferasirox เดี่ยวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ที่ระดับการลดลงของ serum ferritin ที่เดือนที่ 3 และเดือนที่ 6 ในผู้ป่วยที่ได้รับยา deferasirox หรือ deferasirox ร่วมกับ deferoxamine หรือ deferiprone เปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่ได้รับยา deferiprone เดี่ยว ไม่พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลข้างเคียงจากการใช้ยา พบว่าในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยา deferiprone เดี่ยว มีอาการทางระบบทางเดินอาหาร หลังได้รับยาไปแล้ว 3 เดือน และ 1 ปี จำนวนอย่างละ 1 คน จากทั้งหมด 33 คน ในแง่ของสาเหตุการตายและการติดตามการรักษานั้น พบว่าไม่มีผู้ป่วยเสียชีวิตจากการได้รับยา deferasirox หรือ deferiprone
สรุป: ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียชนิดพึ่งพาเลือดและมีภาวะเหล็กเกิน ที่ได้รับยาขับเหล็กชนิด deferasirox ไม่ว่าชนิดเดี่ยวหรือคู่ สามารถลดระดับ serum ferritin 1 ปี และ 2 ปี ได้มากกว่า deferiprone ชนิดเดี่ยว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยที่ระดับ serum ferritin ที่ 3 และ 6 เดือน ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
เอกสารอ้างอิง
Rund D, Rachmilewitz E. Beta-thalassemia. N Engl J Med 2005;353(11):1135–46. doi: 10.1056/NEJMra050436.
Brittenham GM, Griffith PM, Nienhuis AW, et al. Efficacy of deferoxamine in preventing complications of iron overload in patients with thalassemia major. N Engl J Med 1994;331(9):567–73. doi: 10.1056/NEJM199409013310902.
Cohen AR, Galanello R, Piga A, et al. Safety and effectiveness of long-term therapy with the oral iron chelator deferiprone. Blood 2003;102(5):1583–7. doi: 10.1182/blood-2002-10-3280.
Cappellini MD, Cohen A, Piga A, et al. A phase 3 study of deferasirox (ICL670), a once-daily oral iron chelator, in patients with beta-thalassemia. Blood 2006;107(9):3455–62. doi: 10.1182/blood-2005-08-3430.
Borgna-Pignatti C, Rugolotto S, De Stefano P, et al. Survival and complications in patients with thalassemia major treated with transfusion and deferoxamine. Haematologica 2004;89(10):1187–93.
Davis BA, Porter JB. Long-term outcome of continuous 24-hour deferoxamine infusion via indwelling intravenous catheters in high-risk beta-thalassemia. Blood 2000;95(4):1229–36.
Taher A, Cappellini MD, Vichinsky E, et al. Efficacy and safety of deferasirox doses of >30 mg/kg per d in patients with transfusion-dependent anaemia and iron overload. Br J Haematol 2009;147(5):752–9. doi: 10.1111/j.1365-2141.2009.07908.x
Tanner MA, Galanello R, Dessi C, et al. A randomized, placebo-controlled, double-blind trial of the effect of combined therapy with deferoxamine and deferiprone on myocardial iron in thalassemia major using cardiovascular magnetic resonance. Circulation 2007;115(14):1876–84. doi: 10.1161/CIRCULATIONAHA.106.648790.
Gomber S, Jain P, Sharma S, et al. Comparative efficacy and safety of oral iron chelators and their novel combination in children with thalassemia. Indian Pediatr 2016;53(3):207–10. doi: 10.1007/s13312-016-0821-4.
Totadri S, Bansal D, Bhatia P, et al. The deferiprone and deferasirox combination is efficacious in iron overloaded patients with ß-thalassemia major. Pediatr Blood Cancer 2015;62(9):1592–6. doi: 10.1002/pbc.25533.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์บทความเป็นของผู้เขียนบทความ แต่หากผลงานของท่านได้รับการพิจารณาตีพิมพ์ลงวารสารแพทย์เขต 4-5 จะคงไว้ซึ่งสิทธิ์ในการตีพิมพ์ครั้งแรกด้วยเหตุที่บทความจะปรากฎในวารสารที่เข้าถึงได้ จึงอนุญาตให้นำบทความในวารสารไปใช้ประโยชน์ได้ในเชิงวิชาการโดยจำเป็นต้องมีการอ้างอิงถึงชื่อวารสารอย่างถูกต้อง แต่ไม่อนุญาตให้นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์
