ประสิทธิผลของสื่อแอนิเมชัน 2 มิติ ชุด “ฟันสวย สุขภาพดี” ต่อพฤติกรรมการแปรงฟันและพฤติกรรมบริโภคอาหารเสี่ยงต่อฟันผุของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5–6 อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี
คำสำคัญ:
อาหารเสี่ยงต่อฟันผุ, พฤติกรรมการแปรงฟันบทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินประสิทธิผลของสื่อแอนิเมชัน 2 มิติ ชุด “ฟันสวย สุขภาพดี” ต่อพฤติกรรมการแปรงฟันและพฤติกรรมบริโภคอาหารเสี่ยงต่อฟันผุของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5–6 จำนวน 2 แห่ง
วิธีการศึกษา: การศึกษากึ่งทดลองแบบ 2 กลุ่ม วัดผลก่อนและหลังทดลองจากอาสาสมัครทั้งหมดที่ยินยอมเข้าร่วมวิจัย กลุ่ม 1 (กลุ่มควบคุม) ได้รับโปรแกรมการเรียนรู้ตามปกติ และกลุ่ม 2 (กลุ่มทดลอง) ได้รับชมสื่อแอนิเมชันจากคุณครู 2 เรื่อง 1 ครั้งต่อสัปดาห์ จำนวน 3 สัปดาห์ ติดตามผลหลังทดลอง 1 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบลำดับที่โดยเครื่องหมายของวิลค็อกซัน และการทดสอบค่าทีแบบอิสระ ที่ระดับนัยสำคัญ .05
ผลการศึกษา: พฤติกรรมการแปรงฟันของกลุ่มทดลอง ด้านวิธีแปรงฟัน, เวลาในการแปรงฟัน, และ พฤติกรรมการแปรงฟันโดยรวม ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p-value < .001, .005, และ .007 ตามลำดับ) ทั้งยังพบพฤติกรรมการแปรงฟันของกลุ่มทดลองดีกว่ากลุ่มควบคุม ในด้านวิธีแปรงฟันและพฤติกรรมการแปรงฟันโดยรวม อย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน (p-value < .001 และ .006 ตามลำดับ) ส่วนพฤติกรรมการแปรงฟันของกลุ่มควบคุม ไม่เปลี่ยนแปลง (p-value .491) ยกเว้นด้านปริมาณแผ่นคราบจุลินทรีย์เมื่อขูดด้วยหลอดมีพฤติกรรมแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ (p-value .007) ส่วนพฤติกรรมบริโภคอาหารเสี่ยงต่อฟันผุของทั้ง 2 กลุ่ม ไม่แตกต่างกัน (p-value .505) ด้านความพึงพอใจของกลุ่มทดลอง พบว่าคะแนนรวมตั้งแต่ระดับพึงพอใจขึ้นไป ในหัวข้อ ท่านแปรงฟันได้สะอาดมากขึ้น ท่านทานอาหารเสี่ยงต่อฟันผุน้อยลง และความพึงพอใจโดยรวม ได้คะแนนร้อยละ 97.7, 97.7, และ 95.3 อยู่ในเกณฑ์ระดับดี, ดี, และ ดีมาก ตามลำดับ
สรุป: สื่อแอนิเมขัน 2 มิติ ขุด “ฟันสวย สุขภาพดี” มีประสิทธิผลในการพัฒนาพฤติกรรมการแปรงฟัน ของกลุ่มทดลองในด้านวิธีแปรงฟัน เวลาในการแปรงฟัน และพฤติกรรมการแปรงฟันโดยรวม อีกทั้งยังพัฒนาพฤติกรรมดีกว่าการเรียนรู้แบบปกติในด้านวิธีแปรงฟันและพฤติกรรมการแปรงฟันโดยรวม อย่างไรก็ตาม สื่อดังกล่าวไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบริโภคอาหารเสี่ยงต่อฟันผุอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเวลาที่ศึกษา
เอกสารอ้างอิง
สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย. รายงานผลการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากแห่งชาติ ครั้งที่ 9 ประเทศไทย พ.ศ. 2566. นนทบุรี: อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไซน์; 2567.
สำนักทันตสาธารณสุข. การสร้างเสริมสุขภาพช่องปาก ประตูสู่สุขภาพดีในทุกช่วงวัยของชีวิต. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานกิจการโรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก; 2555.
Hutajulu JM, Agustiani H, Setiawan AS. Special characteristics of alpha generation children behavior in dentistry: A literature review. Eur J Dent. 2024;18(3):743–65. doi: 10.1055/s-0043-1776336.
สุดาดวง กฤษดาพงษ์. ตัวกำหนดสุขภาพทางสังคมและการดำเนินงานกับประชากร: การนำไปใช้ในการสร้างเสริมสุขภาพช่องปาก. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2564: 60–145.
เอกราช วรสมุทรปราการ, ปารมี สันติวงศ์บุญ. การพัฒนาสื่อแอนิเมชัน 2 มิติ เพื่อส่งเสริมการแบ่งปันของเด็กวัยประถมตอนต้น. วารสารแอนิเมชัน เกม ดิจิทัลมีเดีย และเทคโนโลยี. 2567;1(2):19–36.
วราพร ดำจับ. การออกแบบสื่อแอนิเมชันเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน. วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี.2566;9(1):1–20.
เบญจวรรณ เกิดพิทักษ์. ประสิทธิผลของเกมทันตสุขภาพสำหรับผู้ปกครองและเด็กผ่านช่องทางออนไลน์ต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารเสี่ยงต่อฟันผุของเด็กก่อนวัยเรียน. วารสารแพทย์เขต 4–5. 2567;43(2):303–18.
วุฒิไกร ป้อมมะรัง. โปรแกรมคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตร Krejcie & Morgan
[โปรแกรมคอมพิวเตอร์]. 2568 [เข้าถึงเมื่อ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569]; เข้าถึงได้จาก: URL: https://statsmartly.com/Pop/KM.php.
กรมอนามัย. สื่อมัลติมีเดียกรมอนามัย: สูตรแปรงฟัน 222 [อินเทอร์เน็ต]. 2567 [เข้าถึงเมื่อ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2567]; เข้าถึงได้จาก: URL: https://multimedia.anamai.moph.go.th/infographics/brushing-222/.
สำนักทันตสาธารณสุข. สื่อสำนักทันตสาธารณสุข: กัปตันทูชชวนส่อง Food ทำร้ายฟัน
[อินเทอร์เน็ต]. 2567 [เข้าถึงเมื่อ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2567]; เข้าถึงได้จาก: URL: https://dental.anamai.moph.go.th/th/infographic/4908.
สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย. คู่มือครู “แผนการจัดการเรียนการสอนชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพช่องปากสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4–6” [อินเทอร์เน็ต]. 2567 [เข้าถึงเมื่อ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2567]; เข้าถึงได้จาก: URL: https://schooloralhealth.anamai.moph.go.th/multimedia/newsID&350/.
รังสรรค์ โฉมยา. สเกลคู่ มิติใหม่ในการใช้แบบวัดมาตราส่วนประมาณค่าแบบลิเคิร์ท: เทคโนโลยีสื่อสารการศึกษา [อินเทอร์เน็ต]. 2549 [เข้าถึงเมื่อ วันที่ 28 ธันวาคม 2568]; เข้าถึงได้จาก: URL: http://thesis.swu.ac.th/swuarticle/Ed_Tech/Ed_Techv13n1p145.pdf.
คุณานนท์ มงคลสิน, ธารหทัย สุหญ้านาง, ณัชพล ผกานนท์, สุวิช ถิระโคตร, ชญา หิรัญเจริญเวช.พฤติกรรมการเปิดรับและปัจจัยที่มีผลต่อการเลียนแบบการ์ตูนแอนิเมชันของเยาวชน. วารสารวิทยาการสารสนเทศและเทคโนโลยีประยุกต์. 2561;1(2):82–92.
รุจา ภู่ไพบูลย์, เพชรรัตน์ เกิดดอนแฝก, สมร อริยานุชิตกุล, จุติภัค จันทรโชติ. การเปรียบเทียบผลของโปรแกรมพัฒนาทักษะชีวิตระหว่างการใช้สื่อหนังสือการ์ตูนและการใช้สื่อภาพยนตร์แอนนิเมชั่นต่อทักษะชีวิตของเด็กวัยเรียน. Rama Nurs J. 2014;20(2):271–87.
Kasthuripriya K, Senthil M, Kumar RS, Hebbal M, Kangusamy B. Impact of cartoon-animated video, caregiver-supervised training, and pamphlet on plaque control, oral hygiene status, and oral hygiene knowledge, attitude, and practices in orphaned adolescents: A randomized controlled trial. Spec Care Dentist. 2025;45(1):e13092. doi: 10.1111/scd.13092.
Surya Kencana IG, Artawa IMB, Gejir IN, Nuratni NK. A survey on dental cartoon animation on oral hygiene improvement of children with special needs. IJERT. 2020;9(2):13459–64.
สุชาดา ปราบมีชัย, สมสมร เรืองวรบูรณ์. ผลของสื่อแอนิเมชั่นต่อความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคธาลัสซีเมีย. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข. 2560;27(2):96–109.
กลุ่มพัฒนาทันตสุขภาพเด็กปฐมวัยและวัยเรียน สำนักทันตสาธารณสุข. รายงานสรุปผลการดำเนินงาน. การประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานโรงเรียนผู้พิทักษ์ฟันดี; วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568; ณ ห้องประชุมอาวุธ แสงกล้า อาคาร 4 ชั้น 2 กรมอนามัย. นนทบุรี: สำนักทันตสาธารณสุข; 2568.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์บทความเป็นของผู้เขียนบทความ แต่หากผลงานของท่านได้รับการพิจารณาตีพิมพ์ลงวารสารแพทย์เขต 4-5 จะคงไว้ซึ่งสิทธิ์ในการตีพิมพ์ครั้งแรกด้วยเหตุที่บทความจะปรากฎในวารสารที่เข้าถึงได้ จึงอนุญาตให้นำบทความในวารสารไปใช้ประโยชน์ได้ในเชิงวิชาการโดยจำเป็นต้องมีการอ้างอิงถึงชื่อวารสารอย่างถูกต้อง แต่ไม่อนุญาตให้นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์
