ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคไตเนโฟรติก

ผู้แต่ง

  • เบญจวรรณ ช่วยแก้ว วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ตรัง คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
  • เพ็ญนภา เพ็ชรเล็ก วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ตรัง คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
  • อัศรีย์ พิชัยรัตน์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ตรัง คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก

คำสำคัญ:

ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, พฤติกรรมการดูแลตนเอง, เด็กวัยเรียนโรคไตเนโฟรติก

บทคัดย่อ

การวิจัยกึ่งทดลองนี้ ชนิด 2 กลุ่ม วัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคไตเนโฟรติกของกลุ่มทดลองก่อนและหลังการได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคไตเนโฟรติก ทั้งเพศชายและหญิงที่รับการรักษาในโรงพยาบาลศูนย์ตรัง จังหวัดตรัง จำนวน 42 คน เป็นกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 21 คน สุ่มกลุ่มตัวอย่างด้วยการสุ่มอย่างง่าย และควบคุมความเหมือนในเรื่อง เพศ อายุ ระดับชั้นการศึกษา และระยะเวลาการเจ็บป่วยด้วยโรคไตเนโฟรติก กลุ่มควบคุมได้รับการให้สุขศึกษาเกี่ยวกับรู้เท่าทันโรคไตเนโฟรติก กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ จำนวน 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลมี 3 ส่วน คือแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคไตเนโฟรติก ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา โดยแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา เท่ากับ .80 และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคไตเนโฟรติกมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา เท่ากับ .82 ตามลำดับ       การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Paired t-test

ผลการวิจัยพบว่าหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ ค่าเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพของกลุ่มทดลอง (M = 112.19, SD = 4.73) สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ (M = 105.90, SD = 3.61) และสูงกว่ากลุ่มควบคุม (M = 81.66, SD = 3.18) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนค่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคไตเนโฟรติกของกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรม (M = 67.28, SD = 2.98 ) สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ (M = 61.57, SD = 3.48) และสูงกว่ากลุ่มควบคุม (M = 56.95, SD = 2.95) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เช่นกัน โปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพสามารถส่งเสริมความรอบรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคไตเนโฟรติกได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p < .05)

ผลลัพธ์นี้ ควรนำโปรแกรมนี้มาประยุกต์ใช้กับเด็กวัยเรียนโรคไตเนโฟรติก และผู้ปกครองเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคไตเนโฟรติก และสร้างแรงจูงใจให้เด็กวัยเรียนโรคไตเนโฟรติก สามารถดูแลตนเองได้อย่างต่อเนื่อง ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน และมีสุขภาพที่ดีต่อไป

เอกสารอ้างอิง

กองส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย. (2561). แนวทางการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพสำหรับเด็ก. กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข.https://ssjnonthaburi.moph.go.th/nont/administrator/32ae084812e7127c39c5f56490608544/20240220152401-db51ffe25337f85b1e458fb912af0549.pdf

เบญจพร แก้วขอนแก่น, พิชชาดา ประสิทธิ์โชค, และอังศินันท์ อินทรกำแหง.(2568). ผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยหลังผ่าตัดลิ้นหัวใจ. วารสารการวิจัยและนวัตกรรมด้านสาธารณสุข, 3(2), 15–27.

พิทยา ไพบูลย์ศิริ.(2561). ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ 3อ 2ส ของผู้บริหารภาครัฐ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา. วารสารสมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย, 8(1), 97–107.

พรทิพย์ ศิริบูรณ์พิพัฒนา. (2565). การพยาบาลเด็กเล่ม2 (พิมพ์ครั้งที่ 6). สถาบันพระบรมราชชนก.

วัชราพร เชยสุวรรณ.(2560). ความรอบรู้ด้านสุขภาพ: แนวคิดและการประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติการพยาบาล.วารสารแพทย์ทหารบก, 44(3), 183–197.

สมรัตน์ แดงสกุล, สุธิศา ล่ามช้าง, และศรีพรรณ กันธวัง.(2558). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการรับประทานอาหารของวัยรุ่นที่เป็นโรคไตเนโฟรติก. วารสารพยาบาล, 42(2), 62–71.

สมาคมโรคไตเด็กแห่งประเทศไทย. (2563). แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคไตเนโฟรติกในเด็ก.https://thaipna.org

สุวิดา ลิ่มเริ่มสกุล, จงจิต เสน่หา, ดวงรัตน์ วัฒนกิจไกรเลิศ, และปฏิณัฐ บูรณะทรัพย์ขจรลิ้มเริมสกุล.(2565). ผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2. วารสารพยาบาลศาสตร์, 40(1), 84–98.

เสาวลักษณ์ ชาญกัน, และชลิดา ธนัฐธีรกุล. (2563). ผลของโปรแกรมพัฒนาสมรรถนะแห่งตนต่อสมรรถนะแห่งตนและพฤติกรรมการดูแลตนเองในผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคไตกลุ่มอาการเนโฟรติก. วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ, 43(2), 74–84.

อลิสา บัวทอง.(2567). ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมไม่ได้ในอำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช. วารสารศาสตร์สุขภาพและการศึกษา, 5(1), 1–13.

เอื้อจิต สุขพูล, ชลดา กิ่งมาลา, ภาวิณี แพงสุข, ธวัชชัย ยืนยาว, และวัชรีวงศ์ หวังมั่น.(2563). ประสิทธิผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพสำหรับประชาชนวัยทำงาน. วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ, 29(3), 419–429.

Davin, J.C., & Rutjes, N. W. (2011). Nephrotic syndrome in children: From bench to treatment. International Journal of Nephrology, 2011, Article 372304. https://doi.org/10.4061/2011/372304

Nutbeam, D. (2008). Defining, measuring and improving health literacy. Health Evaluation andPromotion, 35(4), 447–455.

Seigneux, R., & Martin, P.Y. (2009). Management of patients with nephrotic syndrome. Swiss Medical Weekly, 139(29–30), 416–422.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-08-26

รูปแบบการอ้างอิง

ช่วยแก้ว เ., เพ็ชรเล็ก เ., & พิชัยรัตน์ อ. (2026). ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคไตเนโฟรติก. วารสารศาสตร์สุขภาพและการศึกษา, 6(2), e281782. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/JHSP/article/view/281782

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย