ผลของการใช้สื่อออนไลน์ต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ในกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ตำบลบ้านครัว อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี

ผู้แต่ง

  • ยศมล โตเอี่ยม พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านครัว อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี
  • กอบศักดิ์ พิมานแพง อาจารย์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สระบุรี คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
  • กมลพร ภูแด่น อาจารย์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สระบุรี คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
  • ณัฐวัฒน์ เกษกุล พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางโขมด อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี

คำสำคัญ:

กลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง, ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, พฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ, สื่อออนไลน์

บทคัดย่อ

การวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่ม วัดก่อนและหลังการทดลอง เพื่อศึกษาผลของการใช้สื่อออนไลน์แบบ One-page ต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ (3อ.2ส.) และความพึงพอใจของกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยกลุ่มตัวอย่างคือ กลุ่มเสี่ยงโรค NCDs จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับสื่อออนไลน์ ผ่านแอพพลิเคชั่น LINE วันละ 1 เรื่อง รวม 21 ครั้ง ภายใน 5 สัปดาห์ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามการใช้สื่อออนไลน์เพื่อส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ (3อ.2ส.) และกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา Paired t-test และ ANCOVA โดยควบคุมค่าก่อนทดลองและระดับการศึกษา และรายงานค่าขนาดอิทธิพล ผลพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพหลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value <0.001)

และหลังควบคุมค่าก่อนทดลอง พบว่ากลุ่มทดลอง มีคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Adj. M = 80.04 vs. 54.98, M diff. = 25.05, 95% CI: 20.98-29.12, F (1,53) = 152.50, p-value <0.001, Partial η2 = 0.74, Cohen's d = 4.02) และคะแนนพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ (Adj. M = 4.25 vs. 3.42, M diff. = 0.83, 95% CI: 0.62-1.03, F (1,53) = 65.50, p-value <0.001, Partial η2 = 0.55, Cohen's d = 2.35) สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยกลุ่มทดลองมีความพึงพอใจ ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก (M = 4.47, S.D. = 0.51)

สรุปว่าสื่อออนไลน์ที่กระชับและต่อเนื่อง สามารถเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงโรค NCDs ได้ และมีขนาดอิทธิพลในระดับมาก ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการขยายผลเป็นกลยุทธ์ เพื่อส่งเสริมสุขภาพในระดับชุมชน

เอกสารอ้างอิง

World Health Organization. Noncommunicable diseases [Internet]. Geneva: WHO; 2025 Sep [cited 2026 Apr 6]. Available from: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/noncommunicable-diseases

กรมควบคุมโรค. แผนปฏิบัติการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง พ.ศ. 2566-2570. นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข; 2567.

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ. คู่มือการดูแลสุขภาพตามหลัก 3อ 2ส สำหรับแกนนำสุขภาพ [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข; 2567 [เข้าถึงเมื่อ 6 เม.ย. 2569]. เข้าถึงได้จาก: https://hss.moph.go.th/HssDepartment/file_reference/20230420933578458.pdf

Nutbeam D. The evolving concept of health literacy. Soc Sci Med. 2008; 67(12): 2072-8.

Maltz M. Psycho-cybernetics and self-fulfillment. Deluxe ed. New Jersey: Prentice-Hall; 2016.

รสสุคนธ์ ภักดีไพบูลย์สกุล. ประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมสุขภาพ ในกลุ่มเสี่ยงสูงเบาหวานและความดันโลหิตสูง. วารสารสาธารณสุขและสุขภาพศึกษา. 2568; 5(2): e275531.

นวลอนงค์ ศรีสุกไสย. ประสิทธิผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ทางสุขภาพ ต่อพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง ตำบลเขาขลุง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี. วารสารวิชาการและการพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช. 2567; 4(1): e000729.

ฉลองรัฐ ทองกันทา, นิพนธ์ แก้วต่าย. การสื่อสารโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อดูแลสุขภาพประชาชนของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านยุค 4.0 อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 2566; 17(1): 30-40.

อัจฉรา นาเมือง, พรรณี บัญชรหัตถกิจ. ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ ร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์ ในการป้องกันโรคอ้วนของบุคลากรที่มีภาวะน้ำหนักเกินของศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น. วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 2563; 13(3): 78-89.

ชนะ โพธิ์ทอง, ธานินทร์ สุธีประเสริฐ. ประสิทธิผลชุดความรู้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามแนวทาง 3อ.2ส. สำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี. วารสารศาสตร์สาธารณสุขและนวัตกรรม. 2564; 1(3): 1-18.

สุวรรณา มณีนิธิเวทย์. ผลของโปรแกรมการดูแลตนเองผ่านระบบเครือข่ายสังคมต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพ และผลลัพธ์ด้านสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงภาวะเมตาบอลิกซินโดรม ในบุคลากรของศูนย์บริการสาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร. Thai Journal of Public Health. 2563; 50(1): 47-60.

Bloom BS, Engelhart MD, Furst EJ, Hill WH, Krathwohl DR. Taxonomy of Educational Objectives: The Classification of Educational Goals. Handbook I: Cognitive Domain. New York: Longman; 1986.

Best JW, Kahn JV. Research in Education. 4th ed. New Jersey: Prentice-Hall; 1986.

อรุณ จิรวัฒน์กุล. สถิติในงานวิจัย เลือกใช้อย่างไรให้เหมาะสม. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: วิทยพัฒน์; 2558.

Osborne RH, Elmer S, Hawkins M, Cheng CC, Batterham RW, Dias S, et al. Health literacy development is central to the prevention and control of non-communicable diseases. BMJ Global Health. 2022; 7: e010362.

Shaluhiyah Z, Qatrannada SA, Kusumawati A, Miah MS. The effect of digital health intervention in promoting healthy behavior: A systematic scoping review on strategies to prevent non-communicable diseases. Dialogues Health. 2025; 14; 7: 100258.

กนกพงษ์ ม่วงศรี, วิทยาธร ท่อแก้ว, สุภาภรณ์ ศรีดี, ปัทมพรรณ โลมะรัตน์. การสื่อสารสุขภาพทางสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อลดการบริโภคน้ำตาล ในการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ในกลุ่มสตรีวัยทำงาน. วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม. 2566; 7(6): 12-25.

กาญจนา สมพื้น, ณัฏฐวุฒิ ทรัพย์อุปถัมภ์, ชลกานดาร์ นาคทิม. การสื่อสารสุขภาพ การรู้เท่าทันสื่อและพฤติกรรมการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ของประชาชนตำบลท่าช้าง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี. วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม. 2568; 9(11): 174-90.

อังศินันท์ อินทรกำแหง, ขวัญหญิง ศรีประเสริฐภาพ, อารยา เชียงของ, นิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์, ปิยะ บูชา, สุพิชชา วงค์จันทร์. ผลของการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพตามหลักพอเพียงของกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง. วารสารพฤติกรรมศาสตร์เพื่อการพัฒนา. 2567; 16(2): 55-73.

พรภัทรา แสนเหลา, สุวารี ทวนวิเศษกุล, ปัญญ์กรินทร์ หอยรัตน์, สมัคร ตาปราบ. ความรอบรู้ด้านสุขภาพตามหลัก 3อ. 2ส. ของประชาชนกลุ่มเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อ ตำบลนาฝาย จังหวัดชัยภูมิ. วารสารพยาบาล. 2565; 71(4): 20-8.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-06-30

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย (Research article)