ผลของบาล์มสมุนไพรต่ออาการปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ ในนักศึกษาพยาบาล
DOI:
https://doi.org/10.60099/jtnmc.v41i03.275719คำสำคัญ:
บาล์มสมุนไพร, ลดปวด, นักศึกษาพยาบาล, อาการปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิบทคัดย่อ
บทนำ อาการปวดประจำเดือนเป็นปัญหาสำคัญทางนรีเวชที่พบได้บ่อยในสตรีวัยเจริญพันธุ์ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตทั้งด้านร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะในนักศึกษาพยาบาลที่ต้องเผชิญกับความเครียดจากการเรียนทั้งภาคทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติการพยาบาล อาการปวดประจำเดือนจึงอาจส่งผลต่อการเรียนรู้และคุณภาพชีวิตโดยรวมในช่วงมีประจำเดือน โดยทั่วไปมีการใช้ยาต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์เพื่อลดอาการ แต่ยาดังกล่าวอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร จึงมีความจำเป็นต้องศึกษาประสิทธิผลของการใช้บาล์มสมุนไพรที่มีส่วนผสมของน้ำมันไพลและขิงในการลดอาการปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ เพื่อเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับนักศึกษาพยาบาล
วัตถุประสงค์ของการวิจัย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของบาล์มสมุนไพรในการลดระดับความปวดประจำเดือน คุณภาพชีวิตขณะมีประจำเดือน และความพึงพอใจต่อการใช้บาล์มสมุนไพรของนักศึกษาพยาบาล
การออกแบบการวิจัย การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง ชนิดสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังทดลอง โดยให้กลุ่มทดลองใช้บาล์มสมุนไพรและกลุ่มเปรียบเทียบใช้บาล์มหลอก ผู้วิจัยพัฒนานวัตกรรมบาล์มสมุนไพรเพื่อลดอาการปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิของนักศึกษาพยาบาล โดยใช้แนวคิดของการพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพของ Amabile มี 6 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1) ศึกษาปัญหาการลดปวดประจำเดือน 2) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสารการวิจัยที่เกี่ยวข้อง ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการสร้างบาล์มสมุนไพรเพื่อลดอาการปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ 3) สร้างบาล์มสมุนไพรเพื่อลดอาการปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ 4) ตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ 5) ทดลองใช้ และ 6) พัฒนาบาล์มสมุนไพรเพื่อลดอาการปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ
วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลปริญญาตรีคณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งทางภาคใต้ จำนวน 70 คน ได้รับการสุ่มอย่างง่ายตามเกณฑ์การคัดเข้า ดังนี้ 1) นักศึกษาเพศหญิง อายุ 18–25 ปี 2) มีประจำเดือนมาปกติ 3) มีอาการปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ (pain score ≥ 3) และ 4) ยินดีให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมกิจกรรมตามโปรแกรมได้ครบทุกขั้นตอนและติดตามผลอย่างต่อเนื่องด้วยความสมัครใจ จัดเข้ากลุ่มทดลอง และกลุ่มเปรียบเทียบกลุ่มละ 35 คน อย่างเจาะจง กำหนดขนาดตัวอย่างตามหลักการวิเคราะห์อำนาจการทดสอบด้วยโปรแกรม G*Power เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) นวัตกรรมบาล์มสมุนไพรเพื่อลดอาการปวดประจำเดือน 2) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 3) แบบวัดความรุนแรงของความปวด 4) แบบวัดคุณภาพชีวิตขณะมีประจำเดือน และ 5) แบบวัดความพึงพอใจต่อบาล์มสมุนไพรลดอาการปวดประจำเดือน ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึง เมษายน พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยายและสถิติอ้างอิง ได้แก่ การทดสอบทีแบบอิสระ การวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ วิเคราะห์ความแตกต่างรายคู่ด้วยสถิติ Bonferroni
ผลการวิจัย ตัวอย่างกลุ่มทดลองมีอายุเฉลี่ย 20.49 ปี (SD = 1.25) และกลุ่มเปรียบเทียบมีอายุเฉลี่ย 20.37 ปี (SD = 1.35) มีจำนวนวันในการปวดประจำเดือนเฉลี่ย 3.68 วัน และ 2.88 วัน ตามลำดับ มีปริมาณเลือดประจำเดือนในแต่วันเฉลี่ย 2.71 แผ่น และ 2.94 แผ่นตามลำดับ ส่วนความไม่สุขสบายทางกายและใจที่เกิดขึ้นในระหว่างมีประจำเดือนที่นอกจากอาการปวดประจำเดือน พบว่า ในกลุ่มทดลองพบอาการปวดหลังเป็นอันดับแรก (ร้อยละ 74.29) รองลงมามีอารมณ์หงุดหงิดง่าย (ร้อยละ 65.71) และอ่อนเพลีย (ร้อยละ 54.29) ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบ พบมีอาการปวดหลังหงุดหงิดเป็นอันดับแรก (ร้อยละ 71.42) รองลงมามีอาการปวดท้องและอ่อนเพลีย (ร้อยละ 68.57) ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ พบว่า วันที่ 1 และ 2 ของรอบเดือน ทั้งในเดือนที่ 1 และ 2 ของการมีประจำเดือน ระดับความปวดประจำเดือนก่อนใช้บาล์มสมุนไพร หลังใช้บาล์มสมุนไพรที่ 15 นาที 30 นาที และ 1 ชั่วโมง มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F= 144.22, p<.001; F= 189.69, p<.001; F= 193.43, p<.001; F= 127.04, p<.001) โดยมีขนาดอิทธิพล 0.68, 0.74, 0.74 และ 0.65 ตามลำดับ ส่วนปฏิสัมพันธ์ระหว่างช่วงเวลาและการได้รับบาล์มสมุนไพร มีผลต่อระดับความปวดประจำเดือนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F= 23.02, p= <.001; F= 9.19, p= <.001; F= 24.22, p <.001; F= 11.74, p <.001) เมื่อวิเคราะห์ผลระหว่างกลุ่มพบว่า ระดับความปวดประจำเดือนระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F= 4.02, p= .049; F= 5.73, p= .019; F= 4.24, p= .043; F= 5.28, p= .025) ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระดับความปวดประจำเดือนเป็นรายคู่ โดยใช้ Bonferroni พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตขณะมีประจำเดือน พบว่า หลังใช้บาล์มสมุนไพร กลุ่มทดลองมีคุณภาพชีวิตขณะมีประจำเดือนสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t= 3.79, p <.001) ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่อบาล์มสมุนไพรลดอาการปวดประจำเดือนในกลุ่มทดลองหลังใช้บาล์มสมุนไพร พบว่า ความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ความพึงพอใจรายด้าน ได้แก่ ความพึงพอใจเกี่ยวกับเนื้อบาล์มสมุนไพรอยู่ในระดับมาก และความพึงพอใจเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ของบาล์มสมุนไพรอยู่ในระดับมากที่สุด
ข้อเสนอแนะ ผลการวิจัยสนับสนุนการนำบาล์มสมุนไพรไปใช้ร่วมในการบรรเทาอาการปวดประจำเดือนที่มีระดับความปวดเล็กน้อยถึงปานกลางในนักศึกษาพยาบาล การศึกษาครั้งนี้แม้จะมีความไม่ชัดเจนของปริมาณบาล์มสมุนไพรที่ใช้ทาและขั้นตอนการผลิตบาล์มสมุนไพรที่ใช้อุณหภูมิสูง อาจส่งผลให้น้ำมันระเหยของสมุนไพรที่มีคุณสมบัติลดลง รวมทั้งกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลปริญญาตรีจากสถาบันการศึกษาแห่งเดียว อาจจำกัดความสามารถในการนำผลไปใช้ในประชากรกลุ่มอื่น
Downloads
เอกสารอ้างอิง
Itani R, Soubra L, Karout S, Rahme D, Karout L, Khojah HM. Primary dysmenorrhea: pathophysiology, diagnosis, and treatment updates. Korean J Fam Med. 2022; 43(2): 101–108. Available from: https://doi.org/10.4082/kjfm.21.0103 PMID: 35320895
Butsripoom B, Wittayapun Y. Prevalence, impact and self-Management of dysmenorrhea among nursing students. Songklanagarind Journal of Nursing. 2019;39(1):41-52. Available from: https://he02.tci-thaijo.org/index.php/nur-psu/article/download/181303/128574/ (in Thai)
The Royal Thai College of Obstetricians and Gynaecologists. RTCOG Clinical Practice Guideline: Diagnosis and Management of Primary Dysmenorrhea. Bangkok: The Royal Thai College of Obstetricians and Gynaecologists; 2021. (in Thai)
Thailand Nursing and Midwifery Council. Announcement of the Nursing Council on the list of drugs and diagnostic substances for professional nurse and Nurse Practitioner in Primary medical care 2022; 2022. Available from: https://www.tnmc.or.th/images/userfiles/files/T_0036(3).PDF
Soontornut W, Udomporn O, Phukjit C, Panarat W. Primary medical care. 2nd ed. Nakhon Ratchasima; Faculty of Nursing, Vongchavalitkul university; 2021. (in Thai)
Thiantongin P, Pisaipan R, Deelurd K, Inthasoi P. Thai Medicinal Plants Used in the Treatment of Dysmenorrhea. HRD.NR. 2021;7(2):5-18. Available from: https://he02.tci-thaijo.org/index.php/journalkorat/article/view/248638/174222 (in Thai)
Shirooye P, Hashem-Dabaghian F, HamzelooMoghadam M, Afrakhteh M, Bioos S, Mokaberinejad R. A clinical comparative study of oral and topical ginger on severity and duration of primary dysmenorrhea. RJP. 2017;4(1):23-32.
Amabile TM. Componential theory of creativity. Boston: Harvard Business School; 2012. Available from:https://shorturl.asia/VQn5r
Chailarp K, Lagampan S, Auemaneekul N. Impact of an educative-supportive nursing programme on self-care behaviour and quality of life of female students with primary dysmenorrhea. Thai Journal of Nursing Council. 2017;32(4):107-119. Available from: https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TJONC/article/download/104552/98328/ (in Thai)
Mc Cafery M PC. The Pain Rating Scale adapted from McCafery M, Pasero C. Pain. In Clinical Manual. Mosby;1999.
Gurung A, Khatiwada B, Kayastha B, Parsekar S, Mistry SK, Yadav UN. Effectiveness of zingiber officinale(ginger) compared with non-steroidal anti-inflammatory drugs and complementary therapy in primary dysmenorrhoea: A systematic review. Clinical Epidemiology and Global Health. 2022;18:101152. https://doi.org/10.1016/j.cegh.2022.101152
Turek C, Stintzing, FC. Stability of essential oils: a review. Compr. Rev. Food Sci. Food Saf. 2013; 12(1):40-53. https://doi.org/10.1111/1541-4337.12006
Inbua K, Kantan J, Kijnukul S, Chaingdee P, Junpachburi J. A comparison between herbal compress and herbal poultice on pain relief in primary dysmenorrhea. The 7th National Conference Nakhonratchasima College. 2020. Available from: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/iudcJ/article/download/255688/174317/1009904 (in Thai)
Yincharoen K, Jitjum S, Laohaprapanon S, Changthae C, Hayeeyahya H. Effect of applied herbal gel and herbal poultice recipe on relieving dysmenorrhea in primary dysmenorrhea students. JTT Med Res. 2022;8(2):1-12. Available from: https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/download/257522/178051/997319 (in Thai)
Suriruk S, Piluek W, Ceadsang K, Luang-Araam C. Traditional Thai medicine: The effectiveness of a new Ya-Tha-Pra-Sen balm stick for pain reduction of neck and shoulder from office syndrome. SCNJ. 2022;9(3):72–85. Available from: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/view/252997/174671 (in Thai)
Bindod HV, Dafe VN, Hatwar PR, Bakal RL. Formulation and evaluation of herbal analgesic balm. JDDT. 2025;15(8):27–33. https://doi.org/10.22270/jddt.v15i8.7296
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการพยาบาล

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.



