ความรู้ เจตคติ ประสบการณ์ และอุปสรรคในการทำวิจัยทางคลินิกของพยาบาลวิชาชีพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
DOI:
https://doi.org/10.60099/jtnmc.v41i03.277926คำสำคัญ:
ความรู้, เจตคติ, วิจัยทางคลินิก , พยาบาลวิชาชีพ, อุปสรรคบทคัดย่อ
บทนำ มหาวิทยาลัยมหิดลมีวิสัยทัศน์เป็นมหาวิทยาลัยแห่งการวิจัย โดยกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์เพื่อสร้างงานวิจัยคุณภาพสูงและพัฒนาระบบสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพ จากข้อมูลปัจจุบันพบว่าคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล มีบุคลากรสายสนับสนุนเป็นพยาบาลวิชาชีพสูงถึงร้อยละ 89.4 ของบุคลากรทั้งหมด แต่กลุ่มบุคลากรพยาบาลเหล่านี้มีเพียงส่วนน้อยที่ได้ริเริ่มโครงการวิจัยหรือมีส่วนร่วมในโครงการวิจัยซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถเลื่อนตำแหน่งในสายวิชาชีพ นอกจากนี้ข้อมูลจากการศึกษาทั้งในไทยและต่างประเทศชี้ให้เห็นปัญหาในการทำวิจัยในวิชาชีพพยาบาลที่คล้ายคลึงกัน คือ ขาดเวลาเนื่องจากปัญหาภาระงาน ขาดทักษะและความรู้ในการดำเนินการวิจัย ไม่ชำนาญภาษาอังกฤษ รวมถึงขาดแหล่งทุนสนับสนุน จึงมีความจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลพื้นฐานเพื่อนำไปใช้วางแผนในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยของพยาบาลให้บรรลุเป้าหมายวิจัยของมหาวิทยาลัย และเป็นการยกระดับคุณภาพการพยาบาล
วัตถุประสงค์ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ เจตคติ ประสบการณ์ และอุปสรรคในการทำวิจัยทางคลินิกของพยาบาลวิชาชีพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กรอบแนวคิดของการศึกษาได้จากการทบทวนวรรณกรรม
การออกแบบการวิจัย การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงสังเกต (observational study)
การดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่าง เป็นพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานมาแล้วเป็นเวลา 1 ปี หรือมากกว่า ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จำนวน 283 คน ในระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566 เลือกตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามสัดส่วน ตามลักษณะหน่วยงานและภาควิชาที่ปฏิบัติงาน และช่วงอายุการทำงาน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ปฏิบัติงานมาอย่างน้อย 1 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี คิดเป็นร้อยละ 50 กลุ่มที่ 2 ปฏิบัติงานมากกว่า 10 ปี แต่ไม่เกิน 20 ปี คิดเป็นร้อยละ 25 และกลุ่มที่ 3 ปฏิบัติงานมากกว่า 20 ปี คิดเป็นร้อยละ 25 กำหนดขนาดตัวอย่างจากความชุกร้อยละ 10–50 ความคลาดเคลื่อนร้อยละ 10 กำหนดอัตราการตอบแบบสอบถามไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการศึกษาครั้งนี้ เป็นแบบสอบถามที่พัฒนาขึ้นโดยผู้วิจัยจากการทบทวนวรรณกรรม ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่าง ความรู้เกี่ยวกับการวิจัย เจตคติต่อการวิจัย และประสบการณ์และอุปสรรคในการวิจัย เครื่องมือได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านระบาดวิทยา การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 - 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566 โดยการตอบแบบสอบถามด้วยตนเอง
ผลการวิจัย อัตราการตอบกลับร้อยละ 94.3 กลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย (M) 35.51 ปี ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) 9.35 ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 95.8) เป็นพยาบาลระดับปฏิบัติการ (ร้อยละ 90.5) และสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดล (ร้อยละ 90.8) กลุ่มตัวอย่างมีความรู้ด้านวิจัยทางคลินิกโดยรวมคิดเป็นร้อยละ 57.7 (M = 8.65, SD = 2.10) โดยความรู้ด้านระเบียบวิธีวิจัยคิดเป็นร้อยละ 36.7 (M = 2.57, SD = 1.29) และด้านจริยธรรมวิจัยทางคลินิกคิดเป็นร้อยละ 76.0 (M = 6.08, SD = 1.37) กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 59.4 สนใจที่จะเรียนด้านการวิจัยเพิ่มเติม ร้อยละ 50.9 ไม่เคยเข้าร่วมการอบรมจริยธรรมวิจัยและการปฏิบัติทางคลินิกที่ดี (good clinical practice) และร้อยละ 48.1 ทราบว่าหน่วยงานมีการจัดอบรม ด้านเจตคติต่อการวิจัยทางคลินิกพบว่า ส่วนใหญ่เห็นด้วยและเห็นด้วยอย่างยิ่งกับเป้าหมายการวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดลว่าการวิจัยเป็นการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ทางการแพทย์ และส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยว่าการวิจัยก่อประโยชน์ต่อผู้วิจัยเท่านั้นหรืออาจก่ออันตรายแก่ผู้ป่วย สำหรับด้านประสบการณ์การทำวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 47.7 เคยเป็นผู้ร่วมโครงการวิจัย โดยอุปสรรคหลัก ได้แก่ ขาดประสบการณ์ในการดำเนินการวิจัย (ร้อยละ 75.6) ขาดเวลาเนื่องจากภาระงานมากเกินไป (ร้อยละ 74.6) และขาดทีมสนับสนุน (ร้อยละ 44.5)
ข้อเสนอแนะ ผลการศึกษานี้เสนอให้มีการวางแผนส่งเสริมความรู้ด้านการวิจัย โดยเฉพาะด้านระเบียบวิธีวิจัยสำหรับพยาบาล ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่มีประสบการณ์ในการทำวิจัย รวมทั้งควรลดอุปสรรคในการดำเนินงานวิจัยด้วยการจัดให้มีการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ การจัดหาแหล่งทุนที่สามารถเข้าถึงได้ การเพิ่มแรงจูงใจในการทำวิจัย ตลอดจนการพิจารณาเพิ่มประสบการณ์ด้านการวิจัยให้แก่นักศึกษาพยาบาลในระดับปริญญาตรี
Downloads
เอกสารอ้างอิง
Mahidol University, Faculty of Nursing, Policy, Planning, and Budget Division. Strategic plan II: development of research and innovation to promote societal well-being [Internet]. Nakhon Pathom: Faculty of Nursing, Mahidol University; 2021 [cited 2023 Jan 1]. Available from: https://ns.mahidol.ac.th/english/th/plan/index.html (In Thai).
Mahidol University, Office of the President, Human Resources Division. Personnel information report, Mahidol University [Internet]. Nakhon Pathom: Mahidol University; 2022 [cited 2023 Jan 1]. Available from: https://muhr.mahidol.ac.th/statistics/index.php (In Thai).
Sangmanee W, Kaewvichit N, Tohteng S. State, P problems and needs for research of professional nurse at Faculty of Medicine, Prince of Songkla University. Pnu Sci J [internet]. 2021 Jan. 12 [cited 2025 Oct 1];13(1):160-85. Available from: https://li01.tci-thaijo.org/index.php/pnujr/article/view/241695 (In Thai).
Kocaman G, Seren S, Lash AA, Kurt S, Bengu N, Yurumezoglu HA. Barriers to research utilisation by staff nurses in a university hospital. J Clin Nurs. 2010;19(13-14):1908-18. https://doi.org/10.1111/j.1365-2702.2009.03032.x. PMID: 20529164
Uysal A, Temel AB, Ardahan M, Ozkahraman S. Barriers to research utilisation among nurses in Turkey. J Clin Nurs. 2010;19(23-24):3443-52. https://doi.org/10.1111/j.1365-2702.2010.03318.x PMID: 21040033
Bohman DM, Ericsson T, Borglin G. Swedish nurses’ perception of nursing research and its implementation in clinical practice: a focus group study. Scand J Caring Sci. 2013;27(3):525-33. https://doi.org/10.1111/j.1471-6712.2012.01058.x PMID: 22888915
Breimaier HE, Halfens RJ, Lohrmann C. Nurses’ wishes, knowledge, attitudes and perceived barriers on implementing research findings into practice among graduate nurses in Austria. J Clin Nurs. 2011; 20(11-12):1744-56. https://doi.org/10.1111/j.1365-2702.2010.03491.x. PMID: 21362075
Yimboonna C, Poomnikom N, Kanoknunthapong M, Boonnun D, Hankhunasate W, Namthep J, et al. Research utilization and barriers to research utilization in nursing practice. Siriraj Nursing Journal. 2007; 1(2):11-26. Available from: https://www2.si.mahidol.ac.th/division/nursing/sins/attachments/article/29/sins-journal-2550-02_page11-26.pdf (In Thai).
Tonsuvan K, Suwonnaroop N, Watthayu N. Perceived barriers to implementing evidence, attitudes, and research experiences toward evidence-based nursing practice among professional nurses in health promoting hospital. The Journal of Boromarajonani College of Nursing, Nakhonratchasima. 2019;25(2):25-40. Available from: https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Jolbcnm/article/view/233367 (In Thai).
Boström AM, Rudman A, Ehrenberg A, Gustavsson JP, Wallin L. Factors associated with evidence-based practice among registered nurses in Sweden: a national cross-sectional study. BMC Health Serv Res. 2013;13:165. https://doi.org/10.1186/1472-6963-13-165 PMID: 23642173
Teeyamaneerat C, Vonok L. Factors Associated with Research Competency of Professional Nurses in General Hospitals, Nakhon Ratchasima Province. Regional Health Promotion Center 9 Journal. 2025; 19(3), 1123–1138. Available from: https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RHPC9Journal/article/view/275883 (In Thai).
Brown CE, Ecoff L, Kim SC, Wickline MA, Rose B, Klimpel K, Glaser D. Multi-institutional study of barriers to research utilisation and evidence-based practice among hospital nurses. J Clin Nurs. 2010;19(13-14):1944-51. https://doi.org/10.1111/j.1365-2702.2009.03184.x PMID: 20920021
Hu H, Allen P, Yan Y, Reis RS, Jacob RR, Brownson RC. Organizational Supports for Research Evidence Use in State Public Health Agencies: A Latent Class Analysis. J Public Health Manag Pract. 2019;25(4): 373-381. https://doi.org/10.1097/PHH.0000000000000821 PMID: 311
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสภาการพยาบาล

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.



