การพัฒนาแนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับป้องกันปอดอักเสบหลังเกิดโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลเพชรบูรณ์

ผู้แต่ง

  • ภาพตะวัน ชำนาญ สาขาวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • ประทุม สร้อยวงค์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • วราวรรณ อุดมความสุข คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

DOI:

https://doi.org/10.60099/jtnmc.v41i03.279822

คำสำคัญ:

ปวดอักเสบหลังเกิดโรคหลอดเลือดสมอง , แนวปฏิบัติทางคลินิก , การพัฒนาแนวปฏิบัติ , ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

บทคัดย่อ

บทนำ ปอดอักเสบหลังเกิดโรคหลอดเลือดสมองเป็นภาวะที่เกิดขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง ถึง 7 วันหลังเกิดโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ไม่ได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจ โดยมีโอกาสเกิดสูงสุดในช่วง 72 ชั่วโมงแรก หากภาวะปอดอักเสบเกิดขึ้นในระยะเฉียบพลันของโรค ส่งผลให้มีการขยายขนาดบริเวณขาดเลือดในสมอง ทำให้การฟื้นฟูสภาพของผู้ป่วยลดลงและความพิการเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองทุกคนมีโอกาสเกิดการสำลักเนื่องจากหลายปัจจัย เช่น การมีระดับความรู้สึกตัวลดลง อายุที่มากขึ้น หรือมีภาวะกลืนลำบาก จึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดปอดอักเสบหลังเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงต่อภาวะหายใจล้มเหลว ระยะเวลานอนโรงพยาบาลนานขึ้น และเสียชีวิตในโรงพยาบาลตามมา การป้องกันปอดอักเสบหลังเกิดโรคหลอดเลือดสมองควรมีการดูแลร่วมกันของบุคลากรทีมสุขภาพ ดังนั้น การพัฒนาและนำแนวปฏิบัติไปใช้จะช่วยให้บุคลากรทีมสุขภาพมีแนวทางในการดูแลไปในแนวทางเดียวกันที่สอดคล้องกับหลักฐานเชิงประจักษ์  และช่วยลดอุบัติการณ์ปอดอักเสบหลังเกิดโรคหลอดเลือดสมอง

วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติฯ และศึกษาคุณภาพและความเป็นไปได้ของการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับป้องกันปอดอักเสบหลังเกิดโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

การออกแบบการวิจัย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยดำเนินการ (operational research) เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติฯ โดยใช้แนวทางและขั้นตอนขององค์กรความร่วมมือเพื่อการปรับปรุงแนวปฏิบัติทางคลินิก (The ADAPTE Collaboration, version 2.0) ประกอบด้วย 3 ระยะ 1) ระยะเตรียมความพร้อม ได้แก่ การตรวจสอบความเป็นไปได้ของการพัฒนาแนวปฏิบัติฯ การจัดตั้งทีมพัฒนาแนวปฏิบัติฯ การตรวจสอบแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง การกำหนดคำสำคัญของทีม การสรุปกิจกรรมของทีม และเตรียมการเขียนโครงการพัฒนาแนวปฏิบัติฯ 2) ระยะปรับปรุง ได้แก่ การกำหนดขอบเขตและเป้าหมายของการพัฒนาแนวปฏิบัติฯ การสืบค้น คัดกรอง และคัดแยกแนวปฏิบัติ การตัดสินใจเลือกแนวปฏิบัติ และการยกร่างแนวปฏิบัติปรับปรุงสาระสำคัญใหม่ และ 3) ระยะประเมินผล ได้แก่ การตรวจสอบคุณภาพแนวปฏิบัติฯ โดยผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก การนำไปทดลองใช้กับผู้ป่วยและการปรับแก้ไข และจัดพิมพ์แนวปฏิบัติฯ สำหรับนำไปใช้ในหน่วยงาน ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล 22 สัปดาห์

การดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มบุคลากรผู้พัฒนาแนวปฏิบัติฯ จำนวน 6 คน 2) กลุ่มบุคลากรผู้ใช้แนวปฏิบัติฯ จำนวน 7 คน และ 3) กลุ่มผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ที่เข้ารับการรักษา ณ หอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ ที่ได้รับการดูแลโดยใช้แนวปฏิบัติฯ จำนวน 5 คน โดยมีเกณฑ์ที่คัดเข้า คือ อายุ 20 ปีขึ้นไป เป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบหรือโรคหลอดเลือดสมองแตก มีระดับความรู้สึกตัวจากมาตรวัดกลาสโกว์โคมาสเกลมากกว่า 8 คะแนน มีอาการทางคลินิกและการไหลเวียนเลือดคงที่อย่างน้อย 24 ชั่วโมง เกณฑ์การคัดออกคือ มีภาวะหายใจล้มเหลว ผ่าตัดสมอง หรืออาการอื่น ๆ ที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ มีการสูญเสียการสื่อความหมายชนิดการรับรู้ผิดปกติ ไม่มีญาติผู้ดูแลหลัก และมีปอดอักเสบหลังเกิดโรคหลอดเลือดสมองอยู่เดิม เกณฑ์การยุติการเข้าร่วมการวิจัย คือ เสียชีวิต หรือย้ายไปหอผู้ป่วยอื่น การกำหนดขนาดตัวอย่างเป็นไปตามข้อเสนอแนะของการวิจัยดำเนินการสำหรับการพัฒนาแนวปฏิบัติ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แบบคัดกรองแนวปฏิบัติ ได้แก่ แบบฟอร์มตารางบันทึกลักษณะของแนวปฏิบัติ และแบบฟอร์มตารางสรุปเนื้อหาของแนวปฏิบัติ 2) เครื่องมือการประเมินคุณภาพแนวทางปฏิบัติสำหรับการวิจัยและการประเมินผล ฉบับภาษาไทย 3) มาตรวัดกลาสโกว์โคมาสเกล และ 4) แบบรวบรวมผลลัพธ์ประสิทธิผลของการใช้แนวปฏิบัติฯ ได้แก่ แบบประเมินปอดอักเสบจากการสำลัก แบบประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วยและญาติต่อการได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติฯ แบบประเมินความพึงพอใจของบุคลากรผู้ใช้แนวปฏิบัติฯ และแบบรวบรวมการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติฯ เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบคุณภาพก่อนนำไปใช้ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ และร้อยละ

ผลการวิจัย แนวปฏิบัติฯ ที่พัฒนาขึ้นมีกลุ่มผู้ใช้แนวปฏิบัติฯ คือ บุคลากรทีมสุขภาพที่ให้การดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่ แพทย์ พยาบาล นักโภชนาการ นักกิจกรรมบำบัด และผู้ช่วยพยาบาล ประกอบด้วย 81 ข้อเสนอแนะ แบ่งเป็น 6 หมวด ตามแนวทางการตรวจสอบและรับรองคุณภาพด้านการให้บริการของคณะกรรมการรับรองมาตรฐานขององค์กรด้านการดูแลสุขภาพ ได้แก่ หมวดที่ 1 การพิทักษ์สิทธิผู้ป่วยและจริยธรรม ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองทุกคนต้องได้รับการพิทักษ์สิทธิและจริยธรรมตามหลักการพิทักษ์สิทธิ และหลักจริยธรรมเกี่ยวกับสุขภาพ หมวดที่ 2 การคัดกรองและการประเมินภาวะกลืนลำบาก ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองทุกคนต้องได้รับการคัดกรองภาวะกลืนลำบาก และผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับการประเมินภาวะกลืนลำบากด้วยเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ หมวดที่ 3 การป้องกันปอดอักเสบหลังเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองทุกคนที่มีความเสี่ยงในการเกิดปอดอักเสบหลังเกิดโรคหลอดเลือดสมองเนื่องจากความบกพร่องของร่างกาย จึงควรได้รับการป้องกันปอดอักเสบหลังเกิดโรคหลอดเลือดสมอง หมวดที่ 4 การให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและญาติ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและญาติควรได้รับความรู้เกี่ยวกับการป้องกันปอดอักเสบหลังเกิดโรคหลอดเลือดสมอง หมวดที่ 5 การจัดการภาวะกลืนลำบาก ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีภาวะกลืนลำบากควรได้รับการดูแลจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และหมวดที่ 6 การติดตามการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและการพัฒนาคุณภาพ โดยกำหนดระดับข้อเสนอแนะตามเกณฑ์ของศูนย์การแพทย์ตามหลักฐานเชิงประจักษ์มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ผลการประเมินคุณภาพแนวปฏิบัติฯ โดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน พบว่าแนวปฏิบัติ มีคะแนนของ AGREE II มากกว่าร้อยละ 90 ทุกหมวด มีรายละเอียดครบถ้วน ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย และสามารถนำไปใช้ได้จริง ผลการทดสอบความไปได้ของแนวปฏิบัติฯ ในผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะกลืนลำบาก 1 คน มีภาวะกลืนลำบากแต่สามารถรับประทานทางปากได้ 2 คน และผู้ที่ใส่สายยางให้อาหารทางจมูก 2 คน พบว่า 77 ข้อเสนอแนะในแนวปฏิบัติฯ ที่ผู้นำไปใช้ และมี 4 ข้อเสนอแนะไม่ได้ถูกนำไปใช้ เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มตัวอย่าง 5 คน ไม่มีอาการหรือสภาวะที่ต้องได้รับการดูแลตามข้อเสนอแนะนั้น ผลการใช้แนวปฏิบัติฯ กับผู้ป่วยกลุ่มตัวอย่าง 5 คน พบว่าทุกคนไม่เกิดอุบัติการณ์ปอดอักเสบหลังเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ความพึงพอใจโดยรวมทั้งของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติฯ และบุคลากรผู้ใช้แนวปฏิบัติฯ อยู่ในระดับมาก

ข้อเสนอแนะ ควรมีการส่งเสริมให้นำแนวปฏิบัติฯ นี้ไปใช้ในการปฏิบัติงานจริง และศึกษาประสิทธิผลของแนวปฏิบัติฯ ต่อผลลัพธ์ด้านคลินิกและผลลัพธ์ด้านกระบวนการต่อไป

Downloads

Download data is not yet available.

เอกสารอ้างอิง

GBD 2019 Stroke Collaborators. Global, regional, and national burden of stroke and its risk factors, 1990-2019: a systematic analysis for the Global Burden of Disease Study 2019. Lancet Neurol. 2021;20(10):795-820. https://doi.org/10.1016/S1474-4422(21)00252-0 PMID: 34487721

Teimkao S. Stroke incidence in Thailand. Thai Journal of Neurology. 2565;39(2):39-46. Available from: https://thaijoneuro.com/files/2024/62b7cffee96144bd877a240cc68a6b8b.pdf (in Thai)

Ministry of Public Health, Department of Disease Control. The Department of Disease Control is campaigning for World Stroke Day 2023, revealing that Thailand has seen over 300,000 cases of stroke this year, emphasizing that the disease is preventable [Internet]. Nonthaburi: Division of Non-Communicable Disease. 2023. Available from: https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=37914&deptcode= (in Thai)

American Heart Association. Let’s talk about complications after stroke [Internet]. Taxes: American Stroke Association. 2023. Available from: https://www.stroke.org/en/help-and-support/resourcelibrary/lets-talk-about-stroke/complications-afterstroke

de Jonge JC, van de Beek D, Lyden P, Brady MC, Bath PM, van der Worp HB. Temporal profile of pneumonia after stroke. Stroke. 2022;53(1):53-60. https://doi.org/10.1161/STROKEAHA.120.032787 PMID: 34517764

Sabir Rashid A, Huang-Link Y, Johnsson M, Wetterhäll S, Gauffin H. Predictors of early neurological deterioration and functional outcome in acute ischemic stroke: the importance of large artery disease, hyperglycemia and inflammatory blood biomarkers. Neuropsychiatr Dis Treat. 2022;18: 1993-2002. https://doi.org/10.2147/ndt.S365758 PMID: 36097537

Badve MS, Zhou Z, van de Beek D, Anderson CS, Hackett ML. Frequency of post-stroke pneumonia: systematic review and meta-analysis of observational studies. Int J Stroke. 2019;14(2):125-36. https://doi.org/10.1177/1747493018806196 PMID: 30346258

Smith CJ, Kishore AK, Vail A, Chamorro A, Garau J, Hopkins SJ, et al. Diagnosis of stroke-associated pneumonia: recommendations from the pneumonia in Stroke Consensus Group. Stroke. 2015;46(8): 2335-40. https://doi.org/10.1161/strokeaha.115.009617 PMID: 26111886

Ministry of Public Health, Department of Medical Services, Neurological Institute of Thailand. Standard stroke certification center: SSCC. Bangkok: Thanapress; 2023. Available from: https://neuronetworks.org/wp-content/uploads/2024/02/SSCCPlus.pdf (in Thai)

Tran KH, Akhtar N, Ali A, Joseph S, Morgan D, Babu B, Uy RT, Shuaib A. Impact of stroke severity on aspiration pneumonia risks in the medical ward versus the stroke unit: a 10-year retrospective cohort study. BMJ Open. 2025;15(3):e093328. https://doi.org/10.1136/bmjopen-2024-093328. PMID: 40118473

Getie A, Dessalew E, Tadesse A, Gedfew M, Amlak BT, Akalu TY. Time to develop aspiration pneumonia and its predictors among stroke patients admitted at specialized hospitals in Western Amhara during the armed conflict period, 2024. Sci Rep. 2025; 15(1):31710. https://doi.org/10.1038/s41598-025-15074-w. PMID: 40877344

Barlas RS, Clark AB, Bettencourt-Silva JH, Sawanyawisuth K, Kongbunkiat K, Kasemsap N, et al. Pneumonia and risk of serious adverse outcomes in hospitalized strokes in Thailand. J Stroke Cerebrovasc Dis. 2019;28(6):1448–54. https://doi.org/10.1016/j.jstrokecerebrovasdis.2019.03.024 PMID: 30956056

Dziewas R, Allescher HD, Aroyo I, Bartolome G, Beilenhoff U, Bohlender J, et al. Diagnosis and treatment of neurogenic dysphagia - S1 guideline of the German Society of Neurology. Neurol Res Pract. 2021;3(1):1-30. https://doi.org/10.1186/s42466-021-00122-3 PMID: 33941289

Umay E, Eyigor S, Ertekin C, Unlu Z, Selcuk B, Bahat G, et al. Best practice recommendations for stroke patients with dysphagia: a Delphi-based consensus study of experts in Turkey-part I: management, diagnosis, and follow-up. Dysphagia. 2022;37(2):217-36. https://doi.org/10.1007/s00455-021-10273-9 PMID: 33687558

Seetasan U. Development of clinical practice guidelines for dysphagia management among elderly stroke patients in surgical unit, Maharaj Nakorn Chiang Mai Hospital [Dissertation]. Chiang Mai: Chiang Mai University; 2010. (in Thai)

Tilokskulchai F. Evidence-based nursing practice: principles and methods. 4th ed. Bankok: Pri-One; 2008. (in Thai)

Phetchabun Hospital, Department of Medical Record. Phetchabun: Phetchabun Hospital; 2567. (in Thai)

The ADAPTE Collaboration. The ADAPTE Process: resource toolkit for guideline adaptation, version 2.0. Hamilton (Canada): Guideline International Network; 2010. Available from: https://g-i-n.net/wp-content/uploads/2021/03/ADAPTE-Resource-toolkit-March-2010.pdf

Teasdale G, Jennett B. Assessment of coma and impaired consciousness. A practical scale. Lancet. 1974;2(7872):81-4. https://doi.org/10.1016/s0140-6736(74)91639-0 PMID: 4136544

Thongchai C. Clinical practice guidelines development. The Thai Journal of Nursing Council. 2005;20(2): 63-76. Available from: https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TJONC/article/viewFile/2245/1883 (in Thai)

Lasuka D. Clinical practice guidelines adaptation: concept and process. Nursing Journal. 2013;4097-104. Available from: https://he02.tci-thaijo.org/index.php/cmunursing/article/view/19087/16790 (in Thai)

Ministry of Public Health, Department of Medical Services, Institute of Medical Research & Technology Assessment. Appraisal of Guidelines for Research & Evaluation II: AGREE II (Thai version). Nonthaburi: Institute of Medical Research & Technology Assessment; 2013. Available from: http://www.imrta.dms.moph.go.th/imrta/images/AGREE%20ok%20for%20e-book.pdf (in Thai)

Moolkhaew R, Soivong P, Chaiard J. Effectiveness of implementing clinical practice guidelines for dysphagia management among stroke patients. tjnmp. 2016;3(2):44-57. Available from: https://he02.tci-thaijo.org/index.php/apnj/article/view/120342 (in Thai)

Rovinelli RJ, Hambleton RK. On the use of content specialists in the assessment of criterion-referenced test item validity. Tijdschrift Voor Onderwijs Research, 1977;2(2):49-60.

Koo TK, Li MY. A guideline of selecting and reporting intraclass correlation coefficients for reliability research. J Chiropr Med. 2016;15(2): 155-63. https://doi.org/10.1016/j.jcm.2016.02.012 PMID: 27330520

McHugh ML. Interrater reliability: the kappa statistic. Biochem Med (Zagreb). 2012;22(3):276-82. PMID: 23092060

Ball CM, Phillips RS, editors. Acute medicine: evidence based on-call. Edinburgh (United Kingdom): Churchill Livingstone; 2001.

Saufl NM, Joint Commission on Accreditation of Healthcare O. The joint commission on A+accreditation of healthcare organizations revises standards for 2004. J Perianesth Nurs. 2003;18(5):352-7. https://doi.org/10.1016/s1089-9472(03)00184-9 PMID: 14569546

Joanna Briggs Institute. Joanna Briggs Institute reviewers, manual: 2008 edition. Adelaide (Australia): Joanna Briggs Institute; 2008.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-07-21

รูปแบบการอ้างอิง

1.
ชำนาญ ภ, สร้อยวงค์ ป, อุดมความสุข ว. การพัฒนาแนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับป้องกันปอดอักเสบหลังเกิดโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลเพชรบูรณ์. J Thai Nurse Midwife Counc [อินเทอร์เน็ต]. 21 กรกฎาคม 2026 [อ้างถึง 17 กันยายน 2026];41(03):407-28. available at: https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TJONC/article/view/279822

ฉบับ

ประเภทบทความ

Research Articles