ผลของการพัฒนารูปแบบการดูแลแบบผู้ป่วยในที่บ้านต่อการจัดการอาการปวด ผู้ป่วยหลังผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบชนิดเฉียบพลัน 72 ชั่วโมงแรก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม
คำสำคัญ:
การดูแลผู้ป่วยในที่บ้าน, ผู้ป่วยหลังผ่าตัด, ไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันบทคัดย่อ
การศึกษานี้ เป็นการวิจัยและพัฒนา เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยในที่บ้าน โดยประยุกต์แนวคิดการดูแลระยะเปลี่ยนผ่าน ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ระหว่างเดือนมิถุนายน 2568 - มกราคม 2569 แบ่งเป็น 4 ระยะ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนและมีผู้ดูแลหลัก แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 30 คน รวม 60 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบประเมินความเจ็บปวด แบบประเมินความสามารถจัดการอาการปวดด้วยตนเอง ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องเชิงเนื้อหา (IOC) เท่ากับ 0.97 โปรแกรม DMS home ward และ Line Official Account วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Independent t-test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ ที่ 0.05
ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการดูแลที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย การประเมินความพร้อมก่อนจำหน่าย, การอบรมทักษะผู้ดูแล (การล้างแผล การประคองแผล และการบริหารยากลุ่ม NSAIDs) และการติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง 72 ชั่วโมงผ่าน Line Official Account และโปรแกรม DMS home ward โดยทีมสหสาขาวิชาชีพ การประเมินผล พบว่า กลุ่มทดลองได้รับคำแนะนำในการดูแลตนเองครบถ้วนมากกว่ากลุ่มควบคุม ในด้านระดับความเจ็บปวด 24 ชั่วโมงแรก กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มควบคุม (M=6.00, SD=1.43 และ M=4.33, SD=0.95 ตามลำดับ; t=5.28, p<0.001) รวมถึงที่ 48 และ 72 ชั่วโมง แต่กลุ่มทดลองมีความสามารถในการจัดการอาการปวดได้ดีกว่า โดยเฉพาะ การประคองแผลที่ช่วยลดความปวดได้มากถึงร้อยละ 93.33 เป็นทางเลือกให้ผู้ป่วยและญาติในการดูแลผู้ป่วยที่บ้านหลังได้รับการผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบ มีมาตราฐานและความปลอดภัยเทียบเคียงกับการดูแลในโรงพยาบาลเพิ่มความสามารถในการจัดการอาการปวดและการดูแลตนเอง พร้อมทั้งลดภาระค่าใช้จ่ายและการเดินทางของผู้ดูแล
Downloads
เอกสารอ้างอิง
กรมการแพทย์. (2565). แนวทางและมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยในที่บ้าน(Home ward)(พิมพ์ครั้งที่ 1). นนทบุรี: กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.
ช่อผกา ปุยขาว, อรวรรณ พฤกษพงษ์ และวราพร วิชชุวรนันท์. (2562). ผลของโปรแกรมการมีส่วนร่วมของ
ครอบครัวต่อคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข, 29(2),
-76.
ณาตยา โสนน้อย, อุษาวดี อัศดรวิเศษ, ประภาพรรณ ปุ่นอุดม, นงนุช เตชะวีรากร และเสรี สิงหถนัดกิจ.
(2565). ผลของการบูรณาการสหสาขาวิชาชีพติดตามผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ
ด้วยโปรแกรม Telehealth ต่อความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน การกลับเข้านอนโรงพยาบาล
ซ้ำและความพึงพอใจของทีมสหสาขาวิชาชีพ. วารสารพยาบาลโรคหัวใจและทรวงอก, 33(2), 84-100.
นิยม ชีพเจริญรัตน์ และ ชมพูนุช เนตรหาญ. (2565). ปัจจัยทีมีผลต่อความสำเร็จในการผ่าตัดไส้ติ่งแบบแผลเปิด
วันเดียวกลับ. วารสารกรมการแพทย์, 47(2), 86-94.
สกลนันท์ หุ่นเจริญ, ณมน จีรังสุวรรณ,และปณิตา วรรณพิรุณ. (2557).การประยุกต์ใช้ระบบการแพทย์ทางไกลเพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพ.วารสารวิชาการครุศาสตร์อุตสาหกรรมพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, 5(2). 191-198.
อุไรวรรณ นนท์คนหมั่น. (2563). การพัฒนารูปแบบการ ผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ โรงพยาบาลนครพนม.
วารสารโรงพยาบาลนครพนม, 7(1), 52-62.
Di Saverio, S., Podda, M., De Simone, B., Ceresoli, M., Augustin, G., Gori, A., . . . Catena, F.
(2020). Diagnosis and treatment of acute appendicitis: 2020 update of the WSES
Jerusalem guidelines. World Journal of Emergency Surgery, 15(1), 27.
https://doi.org/10.1186/s13017-020-00306-3
Lotfollahzadeh, S., Lopez, R. A., & Deppen, J. G. (2024). Appendicitis. In StatPearls [Internet].
Treasure Island, FL: StatPearls Publishing. Retrieved from
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK493193/
Naylor, M., & Keating, S. A. (2008). Transitional care. AJN, American Journal of Nursing, 108(9), 58–63. https://doi.org/10.1097/01.NAJ.0000336420.34946.3a
Naylor, M., & Toles, M. (2021). The challenge of providing evidence-based transitional care. Investigación y Educación en Enfermería, 23. https://doi.org/10.11144/Javeriana.ie23.cpet
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร วารสารสาธารณสุขและสุขภาพศึกษา (Thai Journal of Public Health and Health Education) เป็นลิขสิทธิ์ของ วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี








