ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี
คำสำคัญ:
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์, พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก, นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6, อุบลราชธานีบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริม และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก และหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ และปัจจัยเสริมกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี โดยเก็บข้อมูลระหว่างเดือนกันยายน – พฤศจิกายน 2566 โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 138 คน สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน โดยใช้แบบสอบถามปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี และวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้โดยใช้สถิติไคสแควร์และสถิติ สเปียร์แมน
ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยนำด้านความรู้ ด้านทัศนคติ ปัจจัยเอื้อและพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากอยู่ระดับปานกลาง ร้อยละ 46.38, 60.14, 57.25 และ 85.51 ตามลำดับ ปัจจัยเสริมอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 67.39 จากการศึกษาความสัมพันธ์ พบว่า ปัจจัยนำด้านข้อมูลส่วนบุคคล คือ เงินที่ได้รับมาโรงเรียนต่อวัน (r_s = 0.17, p-value = 0.046) ทัศนคติในการดูแลสุขภาพช่องปาก (r_s= 0.22, p-value = 0.009) ปัจจัยเอื้อ (r_s = 0.26, p-value = 0.002) และปัจจัยเสริม (r_s= 0.34, p-value < 0.001) มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ดังนั้นนำข้อมูลจากงานวิจัยไปใช้เป็นแนวทางในการวางแผนด้านทันตสุขภาพในโรงเรียน โดยควรจัดกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ กำหนดนโยบายให้ผู้ประกอบการในโรงอาหารงดจำหน่ายขนมกรุบกรอบและเครื่องดื่มที่มีรสหวาน จัดกิจกรรมแปรงฟันหลังอาหารกลางวันอย่างสม่ำเสมอ และประสานหน่วยบริการทันตสาธารณสุขในพื้นที่จัดตรวจสุขภาพช่องปาก เพื่อปลูกฝังสุขนิสัยที่ดีแก่นักเรียนอย่างยั่งยืน
Downloads
เอกสารอ้างอิง
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2565). กรมอนามัย เผย เด็กปฐมวัยฟันผุส่งผลต่อพัฒนาการ แนะพ่อแม่แปรงฟันให้เด็กตั้งแต่ฟันน้ำนมซี่แรก. อนามัยมีเดีย. https://multimedia.anamai.moph.go.th/news/110365/
ไกร แก้วทิพย์, มนัสนันท์ ชูสิริ และอัจฉรา ช่วยคำ. 2567. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากในเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ตำบลเขาย่า อำเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง. วารสารสาธารณสุข มูลฐานภาคใต้, 28(4), 77-87.
ไกรสร อินภิบาล. 2567. สถานการณ์สุขภาพช่องปากและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่. วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์, 11(1), 137-149.
ณัฐวัฒน์ สุวคนธ์ และปราโมทย์ วงศ์สวัสดิ์. (2561). ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟัน เพื่อป้องกันโรคฟันผุของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก, วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 12(2), 273–286.
วรยา มณีลังกา และคณะ. 2567. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 โรงเรียนบ้านบัวขาว(วันครู 2500) ตำบลบัวขาว อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์. วารสารทันตาภิบาล, 35(1), 25-36.
ศรุตยา โสคำภา, วัฒน์ บุญกอบ, จันทร์จารี เกตุมาโร และเกษม ชูรัตน์. (2565). ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพช่องปากของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 โรงเรียนราชวินิต. วารสารสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการ, 48(1), 177-184.
สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2561). รายงานผลการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากแห่งชาติครั้งที่ 8 ประเทศไทย พ.ศ. 2560. กรุงเทพฯ: สามเจริญพาณิช.
สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. (2565). OHSP ร้อยละเด็กกลุ่มอายุ 12 ปีมีฟันผุในฟันแท้ จังหวัดอุบลราชธานี ปีงบประมาณ 2565. HDC กระทรวงสาธารณสุข. https://shorturl.asia/CSZbd
อรุณศรี พลวงษา. 2566. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของเด็กวัยเรียน ในเครือข่ายโรงเรียนเด็กไทยฟันดี อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี. วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน, 5(3), 23-38.
Best, J. W. (1977). Research in education (3rd ed.). Prentice-Hall.
Bloom, B. S. (1971). Taxonomy of educational objectives, handbook 1: Cognitive domain. David McKay.
Cohen, J. (1977). Statistical power analysis for the behavioral sciences (rev. ed.). Academic Press.
Likert, R. (1932). A technique for the measurement of attitudes. Archives of Psychology, 22(140), 1–55.
World Health Organization. (2023). Oral Health. https://www.shorturl.asia/yXASG
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร วารสารสาธารณสุขและสุขภาพศึกษา (Thai Journal of Public Health and Health Education) เป็นลิขสิทธิ์ของ วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี








