ผลของการใช้โปรแกรมสมาธิบำบัด SKT เพื่อลดความปวดและความวิตกกังวล ในผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนต้นในหอผู้ป่วยหนักศัลยกรรม
คำสำคัญ:
โปรแกรมสมาธิบำบัด, ความปวด, ความวิตกกังวล, ผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกทางเดินอาหารส่วนต้นบทคัดย่อ
วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมสมาธิบำบัดเพื่อลดความปวดและความวิตกกังวลในผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกทางเดินอาหารส่วนต้น
รูปแบบวิจัย : เป็นการศึกษากึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) แบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนต้น เข้ารับการรักษาตัวในหอผู้ป่วยหนักศัลยกรรม โรงพยาบาลมหาสารคาม ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2567 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2568 เลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 40 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมสมาธิบำบัด และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการทำสมาธิบำบัด แบบประเมินความปวด และแบบประเมินความวิตกกังวล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Wilcoxon signed-rank test และ Mann–Whitney U test
ผลการศึกษา : กลุ่มทดลองมีค่ามัธยฐานคะแนนความปวดหลังทดลอง (IQR = 0.00) ต่ำกว่าก่อนทดลอง (IQR = 1.00) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (z = -3.99, p<0.050) และมีค่ามัธยฐานคะแนนความวิตกกังวลหลังทดลอง (IQR = 3.75) ต่ำกว่าก่อนทดลอง ( IQR = 6.75) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (z = -3.92, p<0.050) เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองมีค่ามัธยฐานคะแนนความปวดหลังทดลอง ( IQR = 0.00) ต่ำกว่ากลุ่มควบคุม (IQR = 1.75) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (z = -3.22, p<0.050) และกลุ่มทดลองมีค่ามัธยฐานของคะแนนความวิตกกังวลหลังทดลอง (IQR = 3.75) ต่ำกว่ากลุ่มควบคุม (IQR = 7.75) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (z = -5.42, p<0.050)
สรุปผลการศึกษา : การใช้โปรแกรมสมาธิบำบัดมีประสิทธิภาพในการช่วยบรรเทาความปวดและความวิตกกังวลของผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกทางเดินอาหารส่วนต้น และสามารถนำไปใช้ในการดูแลแบบไม่ใช้ยา เพื่อเสริมการพยาบาลมาตรฐานในหอผู้ป่วยวิกฤตได้ โดยช่วยให้ผู้ป่วยผ่อนคลาย เบี่ยงเบนความสนใจจากความเจ็บปวด และปรับสภาพจิตใจให้สงบ ส่งผลให้ความวิตกกังวลลดลงและเกิดความสมดุลทางอารมณ์มากขึ้น
เอกสารอ้างอิง
National Center for Health Statistics. National Hospital Discharge Survey (NHDS). [Internet]. Centers for Disease Control and Prevention; 2024. Available from: https://www.cdc.gov/rdc/restricted-nchs-variables/nhds.html
Gralnek IM, Dumonceau JM, Kuipers EJ, Lanas A, Sanders DS, Kurien M, et al. Diagnosis and management of nonvariceal upper gastrointestinal hemorrhage: European Society of Gastrointestinal Endoscopy (ESGE) Guideline. Endoscopy. 2021;53(3):300–332. doi:10.1055/a-1369-5274
กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. รายงานสถิติผู้ป่วยโรคทางเดินอาหาร พ.ศ. 2562–2564 [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข; 2565. เข้าถึงได้จาก: https://spd.moph.go.th/public-health-statistics/
Zhao Y, Encinosa W, Owens P. Opioid use and complications in hospitalized patients with gastrointestinal bleeding. J Pain Res. 2020;13:765–73. doi:10.2147/JPR.S241918
Pasanen M, Ukkola A, Arola J, Kylänpää L, Rantanen T. Anxiety and health-related quality of life in patients with upper gastrointestinal bleeding. Scand J Gastroenterol. 2022;57(2):196–203. doi:10.1080/00365521.2021.2012990
ราชวิทยาลัยวิสัญญีแพทย์แห่งประเทศไทย และสมาคมศึกษาเรื่องความปวดแห่งประเทศไทย.
แนวทางการพัฒนาการระงับปวดเฉียบพลันหลังผ่าตัด (ฉบับที่ 2) [อินเทอร์เน็ต]. ราชวิทยาลัยวิสัญญีแพทย์แห่งประเทศไทย; 2562. เข้าถึงได้จาก: https://www.tasp.or.th.
สมพร กันทรดุษฎี-เตรียมชัยศรี. สร้างเสริมสุขภาพด้วยสมาธิบำบัดแบบเอสเคที 1–8 สำหรับผู้บกพร่องทางการได้ยิน. ขอนแก่น: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยขอนแก่น; 2567.
มาลีจิตร์ ชัยเนตร. ผลของโปรแกรมการฝึกสมาธิบำบัดเพื่อการเยียวยาแบบเอสเคทีต่อความเครียดและอาการหายใจลำบากของผู้ป่วยปอดอุดกั้นเรื้อรัง. วารสารวิจัยการพยาบาลและการสาธารณสุข. 2022;2(1):15–27.
Polit DF, Beck CT. Essentials of nursing research: Appraising evidence for nursing practice. 10th ed. Philadelphia: Wolters Kluwer Health; 2022.
Myles PS, Myles DB, Galagher W, Boyd D, Chew C, MacDonald N, Dennis A. Measuring acute postoperative pain using the visual analog scale: the minimal clinically important difference and patient acceptable symptom state. British Journal of Anaesthesia. 2017;118(3):424–429. https://doi.org/10.1093/bja/aew466
พราวพิมล กิตติวงศ์วิชัย. ผลของการทำสมาธิบำบัดต่อความวิตกกังวลและความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย. วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม. 2566; 20(1): 216 – 226.
Kaiser HC, Behrens BJ. Tissue Response to Injury. In: Behrens BJ, editor. Biophysical Agents: Theory and Practice. Philadelphia: F.A. Davis; 2021.
จิราภรณ์ พงษ์สูน, ทัศนีย์ เดชเสน, พชรวลี ประชุมรักษ์, มานะ สมบัติดี, วาริณี นครเขต, สิริลักษณ์ ทองสิงห์, จณิสตา สายสุด, ศิริรัตน์ อินทรเกษม. ประสิทธิผลของการจัดการความปวดโดยใช้นวัตกรรม VNBN pain expression กับการจัดการความปวดแบบเดิม ในหอผู้ป่วยศัลยกรรมหญิง โรงพยาบาลนครพนม. วารสารราชธานีนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ. 2017;1(2):14–27.
Reaves C, Angosta AD. The relaxation response: Influence on psychological and physiological responses in patients with COPD. Applied Nursing Research. 2021;57:151351. https://doi.org/10.1016/j.apnr.2020.151351
Ong T, Ruppert M, Rashidi P, Ozrazgat-Baslanti T, Bihorac A, Suvajdzic M. Improving the Intensive Care Patient Experience with Virtual Reality. arXiv. 2019. Available from: https://arxiv.org/abs/1906.11706
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
วารสารนี้เป็นลิขสิทธิ์ของโรงพยาบาลมหาสารคาม