การพัฒนาระบบติดตามผู้ป่วยที่มีผลคัดกรองมะเร็งปากมดลูกผิดปกติในคลินิกสูตินรีเวช โรงพยาบาลมหาสารคาม
คำสำคัญ:
การพยาบาลเชิงรุก, การวิจัยเชิงปฏิบัติการ, มะเร็งปากมดลูก, ระบบติดตามผู้ป่วยบทคัดย่อ
วัตถุประสงค์ : เพื่อพัฒนาและประเมินผลระบบติดตามผู้ป่วยที่มีผลคัดกรองมะเร็งปากมดลูกผิดปกติในคลินิกสูตินรีเวช โรงพยาบาลมหาสารคาม
รูปแบบและวิธีวิจัย : การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ดำเนินงานตามวงจร PAOR ศึกษาในผู้ป่วยที่มีผลคัดกรองมะเร็งปากมดลูกผิดปกติที่เข้ารับบริการในคลินิกสูตินรีเวช โรงพยาบาลมหาสารคาม ระหว่างเดือน มกราคม–ธันวาคม 2568 จำนวน 30 ราย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูก แบบบันทึกการติดตามผู้ป่วย แบบประเมินความพึงพอใจของบุคลากร และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (IOC = 0.75–1.00) และทดสอบความเชื่อมั่นของแบบทดสอบความรู้ด้วยสูตร KR-20 ได้ค่าเท่ากับ 0.85 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการศึกษา : ระบบติดตามที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การจัดทำระบบทะเบียนผู้ป่วยรายบุคคล (2) การกำหนดระบบนัดหมายตามระดับความเสี่ยง (3) การติดตามเชิงรุกโดยพยาบาลนำทาง (Nurse Navigator) (4) การสื่อสารผ่านหลายช่องทาง (โทรศัพท์ และ Line Official Account/SMS) และ
(5) การบูรณาการการให้ความรู้แก่ผู้ป่วย ภายหลังการนำระบบไปใช้ พบว่าอัตราการขาดนัดของผู้ป่วยลดลงจากร้อยละ 55.7 ในปี 2567 เหลือเพียงร้อยละ 11.5 โดยมีอัตราการมาตามนัด/ตอบรับการติดตามร้อยละ 76.7 ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในระดับความรู้สูง (ร้อยละ 60.0) และภาพรวมมีคะแนนความรู้คิดเป็นร้อยละ 74.0 ของคะแนนเต็ม ด้านบุคลากรมีความพึงพอใจต่อระบบติดตามที่พัฒนาขึ้นในระดับมาก ( = 4.2)
สรุปผลการศึกษา : การวิจัยเชิงปฏิบัติการตามวงจร PAOR สามารถพัฒนาระบบติดตามผู้ป่วยเชิงรุกที่นำไปใช้ได้จริงในบริบทคลินิกสูตินรีเวช ช่วยลดอัตราการขาดนัดอย่างมีนัยสำคัญ และส่งเสริมการมารับบริการอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ควรมีการศึกษาติดตามในระยะยาวและขยายผลสู่ระบบบริการปฐมภูมิเพื่อความยั่งยืนต่อไป
เอกสารอ้างอิง
Singh D, Vignat J, Lorenzoni V, Eslahi M, Ginsburg O, Lauby-Secretan B, et al. Global estimates of incidence and mortality of cervical cancer in 2020: a baseline analysis of the WHO Global Cervical Cancer Elimination Initiative. Lancet Glob Health. 2023;11(2):e197-206. doi:10.1016/S2214-109X(22)00501-0.
มยุรี วงศ์ประทัต, สุรีย์วรรณ บุญรุ่งไทย. สถานการณ์มะเร็งปากมดลูกในประเทศไทย: รายงานปี 2566. วารสารสูติศาสตร์นรีเวชวิทยา. 2567;67(3):261-9.
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ. Cancer in Thailand. Vol. X, 2016-2018 [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: สถาบันมะเร็งแห่งชาติ; 2564 [สืบค้นเมื่อ 2568 มี.ค. 1]. เข้าถึงได้จาก: https://www.nci.go.th/e_book/cit_x/index.html.
เจียรนัย ขันติพงศ์, สุรเชษฐ์ อรุโณทอง, นิลวรรณ เชตะชา, นิรัชร์ เลิศประเสริฐสุข, กิตติพงศ์ เกิดฤทธิ์. การติดตามหาความผิดปกติของเซลล์ขูดปากมดลูกในสตรีที่ให้ผลบวกจาก HPV E6/E7 mRNA test ในจังหวัดเชียงใหม่โดยใช้วิธี Pap smear. วารสารสาธารณสุขล้านนา. 2562;11(1):12-6.
Martinez-Gutierrez J, Chima S, Boyd L, Sherwani A, Drosdowsky A, Karnchanachari N, et al. Failure to follow up abnormal test results associated with cervical cancer in primary and ambulatory care: a systematic review. BMC Cancer. 2023;23:653. doi:10.1186/s12885-023-11082-z.
จรัสศรี อินทรสมหวัง, กาญจนา ศรีสวัสดิ์. สมรรถนะของพยาบาลในการดูแลสตรีมะเร็งปากมดลูก. วารสารเกษมบัณฑิต. 2562;20(1):146-54.
ลกช พิริยะ. การพัฒนารูปแบบการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกสตรีตำบลค่ายบกหวาน อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย. วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน. 2567;9(6):366-74.
World Health Organization. Global strategy to accelerate the elimination of cervical cancer as a public health problem. Geneva: World Health Organization; 2020.
พรรณนิภา อัตตนนท์, ศิริยุพา พุทธพงษ์, ประสบสุข ประพฤติชอบ. ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการ
รับบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกซ้ำในสตรีไทย. วารสารการพยาบาล กระทรวงสาธารณสุข. 2565;32(2):45-58.
Kemmis S, McTaggart R. Participatory action research: communicative action and the public sphere. In: Denzin NK, Lincoln YS, editors. The Sage handbook of qualitative research. 3rd ed. Thousand Oaks (CA): Sage Publications; 2005. p.559-603.
Varon ML, Geng Y, Fellman BM, Troisi C, Fernandez ME, Li R, et al. Interventions to increase follow-up of abnormal cervical cancer screening results: a systematic literature review and meta-analysis. PLoS One. 2024;19(2):e0291931. doi:10.1371/journal.pone.0291931.
Huchko MJ, Sneden J, Adkins A. Implementation and outcomes of a patient navigation system to improve follow-up for abnormal cervical cancer screening in a rural setting. J Cancer Policy. 2018;15:1-7.
สุขุมาล โพธิ์ทอง. ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก. วารสารแพทย์เขต 11. 2562;33(2):265-76.
Yabroff KR, Kerner JF, Mandelblatt JS. Effectiveness of interventions to improve follow-up after abnormal cervical cancer screening. Prev Med. 2000;31(4):429-39.
วิลาวัลย์ สมบัติคีรีไพบูลย์. การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกที่ได้รับรังสีรักษาระยะใกล้โดยการใส่แร่ด้วยสารกัมมันตรังสีชนิดอัตราแผ่ปริมาณรังสีสูง: กรณีศึกษาเปรียบเทียบ 2 ราย. วารสารสุขภาพและสิ่งแวดล้อมศึกษา. 2566;8(4):548-55.
อุษณีย์ แสงมณี. การพัฒนาระบบเตือนผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์เพื่อเพิ่มอัตราการติดตามผลการตรวจทางนรีเวชในยุคดิจิทัล. วารสารโรงพยาบาลพิจิตร. 2566;38(1):112-25.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
วารสารนี้เป็นลิขสิทธิ์ของโรงพยาบาลมหาสารคาม