ความรอบรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบและความต้องการส่งเสริมความรอบรู้ของอาสาสมัครสาธารณสุข ในเขตอำเภอเมืองจังหวัดอุบลราชธานี

ผู้แต่ง

  • อรทัย พรมแก้ว นักศึกษาระดับปริญาเอก สาขานวัตกรรมการเรียนรู้ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ศูนย์สุพรรณบุรี
  • รัตนาภรณ์ จันทรา คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ศูนย์สุพรรณบุรี
  • กฤตย์นัย ธารารัตนสุวรรณ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ศูนย์สุพรรณบุรี

คำสำคัญ:

ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, โรคหลอดเลือดหัวใจ, อสม., ส่งเสริมสุขภาพ, การป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ

บทคัดย่อ

การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรอบรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และความต้องการส่งเสริมความรอบรู้ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างเดือนสิงหาคม–กันยายน พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 259 คน ได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม 3 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรอบรู้โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และแบบสอบถามความต้องการส่งเสริมความรอบรู้และรูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ เครื่องมือผ่านการตรวจสอบคุณภาพ มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา (CVI) เท่ากับ 0.98 และค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาร์ค เท่ากับ 0.97 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการวิจัยพบว่า อสม.มีความรอบรู้โรคหลอดเลือดหัวใจตีบโดยรวม ระดับดีขึ้นไป ร้อยละ 44.87 และผลรวมคะแนนความรอบรู้ระดับดีขึ้นไปของแต่ละด้าน ตามสัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างเรียงจากสูงสุดเรียงไปถึงต่ำสุด คือ ด้านการจัดการเงื่อนไขทางสุขภาพของตนเอง ร้อยละ 50.97 ด้านความรู้และความเข้าใจสุขภาพโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ร้อยละ 44.78  ด้านการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ ร้อยละ 44.01 ด้านการตัดสินใจและการจัดการปัญหา ร้อยละ 43.49 ด้านความรู้และความเข้าใจสุขภาพโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ร้อยละ 42.86 และต่ำสุดคือ ด้านการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ ร้อยละ 37.06 ตามลำดับ สำหรับความต้องการส่งเสริมความรอบรู้โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ พบว่ามีความต้องการส่งเสริมในระดับมากที่สุดเป็นส่วนใหญ่ โดยค่าเฉลี่ยทุกด้าน ร้อยละ 35.26 ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าระดับความรอบรู้โรคหลอดเลือดหัวใจตีบยังไม่เพียงพอควรส่งเสริมความรอบรู้แก่ อสม.ทุกด้านเพื่อเพิ่มระดับความรอบรู้โรคหลอดเลือดหัวใจตีบให้อยู่ในระดับดีขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดูแลตนเองและเป็นแบบอย่างที่ดีในการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบแก่ประชาชน

Downloads

Download data is not yet available.

เอกสารอ้างอิง

กรมควบคุมโรค. (2567). ข้อมูลสถิติการตาย/ป่วยโรคไม่ติดต่อ. สืบค้นจากhttps://www.ddc.moph.go.th/dncd/news. php?news=39911

กรมควบคุมโรค. (2567). กรมควบคุมโรครณรงค์วันหัวใจโลก 2567: เน้นย้ำให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันโรคหัวใจ. สืบค้นจาก https://www.ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=46450&deptcode=brc

กระทรวงสาธารณสุข. (2567). ข้อมูลทั่วไปเขตสุขภาพที่ 10. สำนักงานเขตสุขภาพที่ 10. สืบค้นจาก https://healthregion10.moph.go.th/

กองระบาดวิทยา. (2562). สถานการณ์โรคหลอดเลือดหัวใจ Coronary Artery Disease (CAD) ปี พ.ศ. 2562. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. สืบค้นจาก https://ddc.moph.go.th/uploads/files/1081120191227084415.pdf

กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ. (2561). การเสริมสร้างและประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรม สุขภาพ กลุ่มเด็กและเยาวชน กลุ่มประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป (ฉบับปรับปรุงปี 2561). นนทบุรี: กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ. สืบค้นจาก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/kkujphr/article/view/257545

ชัยสิทธิ์ เรืองโรจน์. (2566). การศึกษาสถานการณ์ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้สูงอายุจังหวัด อุบลราชธานี. วารสารสาธารณสุขและสุขภาพศึกษา, 3(1), 1-14. สืบค้นจาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjphe/article/view/260799

ปัณณทัต จันพานิช, เวธกา วงษ์มณี และน่ารัก จุดาบุตร. (2566). การเสริมสร้างความเข้มแข็งในชุมชน: บทบาทอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน. วารสารพยาบาลทหารบก, 24(3), 23-30. สืบค้นจาก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/download/263631/179941/1124345

ปัทมา คงบุญรักษ์. (2568). ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความตระหนักด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพเพื่อป้องกันโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เขตเทศบาลเมืองหลังสวน อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร. วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ, 10(2), 905-918. สืบค้นจาก https://scholar.google.com/scholar?hl=th&as_sdt=0%2C5&q=, https://so06.tci- thaijo.org/index.php/hej/article/download/286308/190158

ไพฑูรย์ ดำริห์. (2567). ปัจจัยที่มีผลต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลคลองสี่. วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและชุมชน, 9(5), 845-852. สืบค้นจาก https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/3471/2531

รสสุคนธ์ พิไชยแพทย์, จงกลณี ตุ้ยเจริญ, สุรีพร แสงสุวรรณ, สุระพงษ์ ฝ่ายเคนา และนลป์ธนัญศ์ ไชยวงค์. (2568). ความ รอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพในการป้องกันโรคเรื้อรังของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน. วารสารสุขศึกษา, 48(1), 88-98. สืบค้นจาก https://he01.tcithaijo.org/index.php/muhed/article/download/277854/187028/1273834

วิมล โรมา และสายชล คล้อยเอี่ยม. (2562). รายงานการสำรวจความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป พ.ศ. 2562. นนทบุรี: สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. สืบค้นจาก https://borc.anamai.moph.go.th/web-upload/24xe82d9421a764bd38b31a4171c44f37a6/tinymce/KPI/2565/KPI1_36/L2/1KPI1-36_2-2-8.pdf

สถิรกานต์ ทั่วจบ วันทนา มณีศรีวงศ์กูล และซู้หงษ์ ดีเสมอ. (2566). ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจในกลุ่มเสี่ยง. วารสารสภาการพยาบาล, 39(3), 1–15.

อังศินันท์ อินทรกำแหง. (2560). ความรอบรู้ด้านสุขภาพ: การวัดและการพัฒนา. กรุงเทพฯ: สุขุมวิทย์การพิมพ์.

อารีย์ แร่ทอง. (2562). ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ 3อ.2ส. ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน: กรณีศึกษาตำบลหินตก อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช. วารสารวิชาการกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, 15(3), 69-70. สืบค้นจาก https://thaidj.org/index.php/jdhss/article/view/8218

อโณทัย งามวิชัยกิจ และอรเพ็ญ หนูหล่อ.(2568).รายงานการศึกษาเรื่องการพัฒนาตัวชี้วัดและจัดทำรายงานสถานการณ์

ระบบสุขภาพไทยหมวดการสื่อสารข้อมูลด้านสุขภาพ สำนักคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ. สืบค้นจากhttps://www.nationalhealth.or.th/ebook/125

อารีย์ แร่ทอง.(2562). ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ 3อ. 2ส. ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน กรณีศึกษา ตำบลหินตก อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช. วารสารวิชาการกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, 15(3):69-70 สืบค้นจาก https://thaidj.org/index.php/jdhss/article/view/8218

Best, J. W. (1977). Research in education (3rd ed.). Englewood Cliffs, NJ: Prentice-Hall.

Cochran, W. G. (1977). Sampling techniques (3rd ed.). New York, NY: John Wiley & Sons.

Cohen, J., & Orbuch, T. (1990). Introduction to sociology. Singapore: McGraw Hill.

Costa, A. C., Conceição, A. P., Butcher, H. K., & Butcher, R. C. G. S. (2023).

Factors that influence health literacy in patients with coronary artery disease. Revista Latino-Americana de Enfermagem, 31, e3879.

Nutbeam, D. (2008). The evolving concept of health literacy. Social Science & Medicine, 67(12), 2072-2078.

https://doi.org/10.1016/j.socscimed.2008.09.050

Peltzer, S., et al. (2020). Health literacy in persons at risk of and patients with coronary heart disease: A systematic review. Social Science & Medicine, 245, 112711.

Polit, D.F., & Beck, C.T. (2006). The content validity index: Are you sure you know what’s being reported? Critique and recommendations [Electronic version]. Research in Nursing & Health, 29, 489-497.

Reddy, K. S. (2015). Prevention and control of non-communicable diseases. In R. Detels, M. Gulliford, Q. A. Karim, & C. C. Tan (Eds.), Oxford textbook of global public health (6th ed.). Oxford, England: Oxford University Press. Retrieved from https://doi.org/10.1093/med/9780199661756.003.0237

Reineck, D. (2024). How media and information literacy can fight disinformation. Retrieved from https://akademie.dw.com/en/dennis-reineck/person-38698316

World Health Organization. (2021). Cardiovascular disease (CVDs). Retrieved from https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/cardiovascular-diseases-(cvds)

Zeinali-Nezhad, N., Najafipour, H., Shadkam, M., & Pourhamidi, R. (2024). Prevalence and trend of multiple coronary artery disease risk factors and their incidence. BMC Public Health, 24, 25. Retrieved from https://doi.org/10.1186/s12889-023-17504-8

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

30-07-2026

รูปแบบการอ้างอิง

พรมแก้ว อ. ., จันทรา ร. ., & ธารารัตนสุวรรณ ก. . (2026). ความรอบรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบและความต้องการส่งเสริมความรอบรู้ของอาสาสมัครสาธารณสุข ในเขตอำเภอเมืองจังหวัดอุบลราชธานี. วารสารสาธารณสุขและสุขภาพศึกษา, 6(2), e279339. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjphe/article/view/279339

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย