A Comparison of the Effectiveness Between Medical Tattooing and Traditional Thai Royal Massage on Muscle Pain Levels in Patients with Upper Back Pain
Keywords:
medical tattoo, traditional Thai royal massage, lom plai patakat syndrome type 4, lom plai patakat type 5Abstract
This quasi-experimental research employed a two-group, pretest-posttest design to compare the effectiveness of k and traditional Thai Royal massage on muscle pain levels in patients with upper back pain. A purposive sampling method was used to recruit 74 participants, who were divided equally into an experimental (n=37) and a control group (n=37). Inclusion criteria included individuals diagnosed with Lom Plai Patakat Syndrome, types 4 and 5, and aged between 20 and 65 years old. The experimental group received medical tattoo treatment, while the control group received traditional Thai Royal massage therapy. Data were collected from February 2025 to May 2025 using general information questionnaires, pain level assessment forms, and satisfaction evaluation forms. Data analysis was performed using frequency distributions, percentages, means, and standard deviations. A comparison of the effects of the medical tattooing and traditional and Thai Royal massage was conducted using Mann–Whitney U tests and the Wilcoxon Signed-Rank tests to analyze differences between, and within groups, respectively. The results were considered statistically significant at the .05 level (p < .05).
The results showed that pain scores after medical tattooing were significantly lower than before treatment and significantly lower than those in the traditional Thai Royal massage group (p <.05). additionally, participants reported a high level of overall satisfaction with the service. Medical tattooing is an effective method for reducing upper back muscle pain and can be considered a suitable alternative or complementary therapy to traditional Thai royal massage within the primary healthcare system.
Downloads
References
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2560). แนวทางการใช้ศาสตร์การแพทย์แผนไทยเพื่อการดูแลอาการปวดกล้ามเนื้อ. กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข.
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข. (2562). คู่มือประกอบการรับรอง หมอพื้นบ้าน ตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการรับรองหมอพื้นบ้าน พ.ศ. 2562.
กุลิสรา อนันต์นับ (2563). พฤติกรรมของคนทำงานกับการใช้แอปพลิเคชัน สำหรับลดความเสี่ยงจาก
ออฟฟิศซินโดรม ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล. วารสารวิทยาลัยบัณฑิตศึกษาการจัดการ, 13(2), 47-69.
ณภารินทร์ ภัสราธร (2562). พฤติกรรมการป้องกันการเกิดกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมของพนักงานบริษัทในเขตกรุงเทพมหานคร [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต]. มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
เดือนเพ็ญ ใจเต้. (2562). ผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพด้วยกิจกรรมยืดเหยียดกล้ามเนื้อร่วมกับการทำสมาธิ เพื่อลดปัญหาโรคออฟฟิศซินโดรมของพนักงานศูนย์บริการรถยนต์ ในอำเภอเมืองจังหวัดขอนแก่น. ศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น.
ธาร์มันษ์ ตลับเพชร์สกุล. (2565). แพทย์แผนไทย กับ การสักยา. พรหมวิหารคลินิก การแพทย์แผนไทย. สืบค้นจาก https://bvclinics.com/medical-tattoos/
นพพร ชายหอมรส. (2564). การศึกษาประสิทธิผลการนวดไทยแบบทั่วไปกับการนวดไทยแบบราชสำนักในการลดอาการปวดบ่า ต้นคอ และศีรษะ โรงพยาบาลนครปฐม. วารสารหมอยาไทยวิจัย, 1(7). 67-83.
ประคอง กรรณสูตร. (2542). สถิติเพื่อการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: ด่าน สุทธาการพิมพ์.
พโนมล ชมโฉม. (2566). ผลของการสักยาต่อระดับความปวดกล้ามเนื้อของผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังตอนล่าง, วารสาร การศึกษาและวิจัยการสาธารณสุข, 1(1), 1-14.
พิชญา นาไชย และธัญญะ พรหมศร. (2567). ประสิทธิผลของการสักยาน้ำมันต่อระดับความปวดและองศาการ เคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง. วารสารสาธารณสุขและสุขภาพศึกษา, 4(1), 1-15.
พรพรรณ คำมาและคณะ. (2565). ประสิทธิผลการสักยาเปรียบเทียบกับการประคบสมุนไพรในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม. วารสารหมอยาไทยวิจัย, 8(1), 129-143.
ภัทรภรณ์ พรหมแก้ว. (2565). ความพึงพอใจของผู้เข้ารักษาโรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 4 และ 5 หลัง ด้วยการสักยา โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลเตรียม อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา. การประชุมวิชาการนาเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ ครั้งที่ 4“GRADUATE SCHOOL CONFERENCE 2022, 88-97.
มูลนิธิฟื้นฟูส่งเสริมการแพทย์ไทยเดิมและโรงเรียนอายุรเวท (2548). หัตถเวชกรรมแผนไทย(นวดแบบราชสำนัก). กรุงเทพฯ: พิฆเณศ พริ้นท์ติ้ง เซ็นเตอร์.
ราชกิจจานุเบกษา พ.ศ. 2562. (2562). ประกาศคณะกรรมการหมอพื้นบ้าน เรื่อง ลักษณะ ประเภท หรือกรรมวิธีของภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2562.
ราชกิจจานุเบกษา พ.ศ. 2563. (2563). ประกาศสภาการแพทย์แผนไทย เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานและกรรมวิธีการแพทย์แผนไทยผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยตามพระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2556.
ศรินรัตน์ โคตะพันธ์ และศุภมาศ จารุจรณ. (2560) โรคออฟฟิศซินโดรมกับศาสตร์การแพทย์แผนไทย. วารสารวิจัยราชภัฏพระนคร สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 12(2), 135-142.
สมาคมการศึกษาเรื่องความปวดแห่งประเทศไทย. (2563). Recommendations for the Treatment of Myofascial Pain Syndrome& Fibromyalgia. (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด เพนตากอน แอ็ดเวอร์ไทซิ่ง.
สุภารัตน์ สุขโท และคณะ (2563). ผลระยะสั้นของการนวดไทยแบบราชสำนักในผู้ที่มีอาการของโรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 4 หลัง. วารสารหมอยาไทยวิจัย, 1(6), 1-20.
สุวิญญา ธนสีลังกูล. (2556). เครื่องมือที่ใช้วัดความปวด. สืบค้น จากhttps://www.gotoknow.org/posts/301625
สมโรจน์ จิริวิภากร. (2565). การป้องกันและรักษากลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมสำหรับกองกำลังพลกองทัพอากาศแบบองค์รวม. แพทยสารทหารอากาศ, 68(1), 40-48.
สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม. (2567). สรุปผลที่สำคัญสำรวจการมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน พ.ศ. 2566. กรุงเทพฯ: ส้ำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม.
สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย กระงทรวงสาธารณสุข. (2562). แนวทางส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการ PACHAGE6 พิชิตออฟฟิตซินโดรม Office Syndrome Management. นนทบุรี: เอ็มดี ออล กราฟิก จำกัด.
อัจฉรา โพชะโนและคณะ. (2566). ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคออฟฟิศซินโดรมในวัยทำงานของบุคลากรสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองในช่วงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19). วารสารศูนย์อนามัยที่ 9, 17(3), 882-893.
Best, J.W. & Kahn, J.V. (2003). Research in Education (9th ed.). Boston: Allyn and Bacon.
Bloom, B. S. J. (1965). The role of educational science in curriculum development. International Journal of the Educational Sciences, 1(1), 5-15.
Bloom, B. S. J. (1975). Taxonomy of educational objectives, handbook I: The cognitive domain. New York, NY: David Mckay.
Cavalieri T.A. (2002). Pain management in the elderly. Journal of the American Osteopathic Association, 102(9), 481–485.
Cronbach, L. J. (1984). Essentials of psychology and education New York, NY: McGraw-Hill.European Society for Emergency Medicine. (2020). Guidelines for the management of acute pain in emergency situation. Belgium.
Melzack, R., & Katz, J. (1999). Pain measurement in persons in pain. In P. D. Wall, & R. Melzack (Eds.), Textbook of pain (pp. 409-426). London: Harcourt Publisher.
Williamson, A., & Hoggart, B. (2005). Pain: A review of three commonly used pain rating scales. Journal of Clinical Nursing, 14(7), 798–804. https://doi.org/10.1111/j.1365-2702.2005.01121.x
Downloads
Published
How to Cite
Issue
Section
License
Copyright (c) 2025 Sirindhorn College of Public Health Ubon Ratchathani Province

This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร วารสารสาธารณสุขและสุขภาพศึกษา (Thai Journal of Public Health and Health Education) เป็นลิขสิทธิ์ของ วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี








