การศึกษาภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพมารดาหลังคลอดด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย: กรณีศึกษาพื้นที่ตำบลบ้านจีต อำเภอกู่แก้ว จังหวัดอุดรธานี

Main Article Content

กัญจนภรณ์ ธงทอง
ศิรินทิพย์ คำมีอ่อน
ลักขณา พุทธรักษ์
โชติกา โพธิไพสนธ์
เพชรัตน์ รัตนชมภู
นันทิกานต์ พิลาวัลย์
สมบูรณ์ เจตลีลา
ศิตานันท์ วรรณเสน

บทคัดย่อ

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ความรู้ รูปแบบภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพมารดาหลังคลอด ในพื้นที่ตำบลบ้านจีต อำเภอกู่แก้ว จังหวัดอุดรธานี วิธีวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research design) กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 60 คน ประกอบด้วยหมอพื้นบ้าน ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้สูงอายุ หมอตำแย หญิงหลังคลอด เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยเครื่องมือวิจัย โดยใช้แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม และการสนทนากลุ่ม ผลการศึกษาวิจัยพบว่าการดูแลสุขภาพมารดาหลังคลอดในท้องถิ่นมี 4 รูปแบบ คือ 1) รูปแบบการอยู่ไฟหลังคลอด จะเป็นการใช้ถ่านอยู่ข้างแคร่ มีสมุนไพร 3 ชนิดที่ใช้ปูรองพื้น ประกอบด้วย ใบหนาด ใบเปล้าใหญ่ และใบมะขาม เพื่อช่วยให้ร่างกายอบอุ่น มดลูกเข้าอู่ ร่วมกับการนั่งถ่าน การใช้ยาสมุนไพร การอาบน้ำสมุนไพร และการให้คำแนะนำสำหรับมารดาหลังคลอด 2) รูปแบบการอยู่กรรมเย็น จะมีการดื่มยาสมุนไพร โดยใช้ยารากไม้ 4 ราก เพื่อช่วยบำรุงน้ำนม ร่วมกับการอาบน้ำสมุนไพร และการให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพ 3) รูปแบบการใช้ตำรับยาสมุนไพรจากองค์ความรู้ของภูมิปัญญาท้องถิ่น ประกอบด้วยยาสมุนไพรสำหรับนั่งถ่าน ยาสมุนไพรสำหรับดื่มเพื่อบำรุงร่างกาย และยาสมุนไพรที่ใช้สำหรับอาบให้กับมารดาหลังคลอด และ 4) รูปแบบการดูแลสุขภาพมารดาหลังคลอดด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยในโรงพยาบาลกู่แก้ว มีการอบสมุนไพร การทับหม้อเกลือ การนั่งถ่าน การประคบสมุนไพร การนวดกระตุ้นน้ำนม การนวดแบบราชสำนักทั่วร่างกายเพื่อช่วยให้ผ่อนคลาย จากการรวบรวมองค์ความรู้พบว่ายังคงสืบทอดจนถึงปัจจุบัน และได้มีการประยุกต์ให้มีการบริการในโรงพยาบาลอีกด้วย

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
ธงทอง ก., คำมีอ่อน ศ., พุทธรักษ์ ล., โพธิไพสนธ์ โ., รัตนชมภู เ., พิลาวัลย์ น., เจตลีลา ส., & วรรณเสน ศ. (2023). การศึกษาภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพมารดาหลังคลอดด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย: กรณีศึกษาพื้นที่ตำบลบ้านจีต อำเภอกู่แก้ว จังหวัดอุดรธานี. วารสารหมอยาไทยวิจัย, 9(2), 87–104. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/265887
ประเภทบทความ
นิพนธ์ต้นฉบับ

เอกสารอ้างอิง

รุจินาถ อรรถสิษฐ และกมลทิพย์ สุวรรณเดช. (2559). คู่มือแนวทางการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุด้วยภูมิปัญญาแพทย์พื้นบ้านด้านสุขภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 1 กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. 118 หน้า

ยิ่งยง เทาประเสริฐ. (2546). เครือข่ายชุมชนวิทยาการราชภัฏ ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นเชียงราย. เชียงราย. ศูนย์วิจัยและพัฒนาการแพทย์พื้นบ้าน สถาบันราชภัฏเชียงราย.

เสาวณีย์ กุลสมบูรณ์. (2550). สถานภาพและทิศทางการวิจัย ภูมิปัญญาพื้นบ้านด้านสุขภาพ. กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข.

Kaewsarn P, et al. (2003). Treditional postpartum practices amongThai women. Journal Advance Nursing, 41(4), 358-366.

Pranee Liamputtong. (2004). Yu Duan practices as embodying tradition, modernity and social change in Chiang Mai, northern Thailand. Women and Health. 40(1), 79-99.

ลัฐิกา จันทร์จิต. (2540). การดูแลสุขภาพแบบพื้นบ้าน หลังคลอดในเขตเมือง : กรณีศึกษากรุงเทพมหานคร และปทุมธานี. (วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, วัฒนธรรมศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล)

จิรัชญา เหล่าคมพฤฒาจารย์ และธิติรัตน์ เหล่าคมพฤฒาจารย์. (2565). การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพมารดาและทารกหลังคลอดด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น ในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ. วารสารวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพ. 15(2), 240-53.

ศิรินทิพย์ คำมีอ่อน และคณะ. (2562). ผลการนำความรู้เรื่องการปฏิบัติตัวหลังคลอดมาประยุกต์ใช้กับการอยู่ไฟในสตรีหลังคลอดเขตอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี. วารสารการแพทย์โรงพยาบาลอุดรธานี. 21(2), 166-173.

นันทนา น้ำฝน และคณะ. (2559) วัฒนธรรม ความเชื่อ เกี่ยวกับการดูแลตนเองหลังคลอดของสตรของสตรีชาวพม่าที่พักอาศัยในจังหวัดสมุทรสาคร. วารสารพยาบาลตำรวจ. 8(2), 73-82.

วีริสา ทองสง. (2559). บทบาทและภูมิปัญญาพื้นบ้านของหมอตำแยในจังหวัดพัทลุง[วิทยานิพนธ์หลักสูตร ปริญญาการแพทย์แผนไทยมหาบัณฑิต]. สงขลา: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.

สมหญิง พุ่มทอง และคณะ. (2553). การดูแลสุขภาพหญิงหลังคลอดด้วยการแพทย์แผนไทยในจังหวัดอำนาจเจริญ. วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข. 4(2), 271-295.

จิตติมา ดำรงวัฒนะ. (2550). การศึกษาแบบแผนการดูแลสุขภาพของหญิงมีครรภ์หญิงหลังคลอดและทารก แรกเกิดโดยกระบวนการภูมิปัญญาท้องถิ่นของจังหวัดนครศรีธรรมราช. รายงานวิจัย. สำนักงาน คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2566, จาก https://shorturl.asia/MfFOd.

ชลิต พงศ์ศุภสมิทธิ์ และคณะ. (2555). ผลผลิตระหว่างหัวพันธ์ที่แตกต่างกันของไพล. รายงานการวิจัยมหาวิทยาลัยแม่โจ้. สืบค้นเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2566, จาก https://shorturl.asia/KUuDN.

Tangyuenyongwatana P, and Gritsanapan W. (2014). Prasaplai : An essential Thai traditional formulation for primary dysmenorrhea treatment. Tangz (Humanitas medicine). 4(2), 1-8.

Tewtrakul S, and Subhadhirasakul S. (2007). Anti-allergic activity of some selected plants in the Zingiberaceae family. Journal Ethnopharmacology. 109, 535-538.

Bugno A, et al. (2007). Antimicrobial efficacy of Curcuma zedoaria extract as assessed by linear regression compared with commercial mouthrinses. Brazilian Journal of Microbiology. 38, 440-445.

Mau J-L, et al. (2003). Composition and antioxidant activity of the essential oil from Curcuma zedoaria. Food Chemistry. 82(4), 583-591.

Navarro DF, et al. (2002). Phytochemical analysis and analgesic properties of Curcuma zedoaria grown in Brazil. Phytomedicine. 9(5), 427-432.

ธนัฏฐา สุทธิมาศ. (2566). ฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดหญ้ารีแพร์. หลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง สำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. สืบค้นเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2566, จาก https://shorturl.asia/4hgaU.

Kamoltham T, et al. (2018). In vitro Anti-aging Activities of Centotheca lappacea (L) desv. (Ya Repair) Extract. Chiang Mai Journal of Science. 45(2), 846-851.

Aung S, and Moe MM. Phytochemical and Antioxidant Activity of Acacia concinna (Willd.) DC.Fruits. 2nd Myanmar Korea Conference Research Journal. 2019;333-338.

Wuthi-udomlert M, et al. (2001). Antifungal activities of Senna alata extracts using different methods of extraction. World Conference of Medicinal and Aromatic Plants 2001 Jul 8-11; Budapest, Hungary. Abstract; p 304.

Junlatat J, et al. (2022). Antioxidative and anti-inflammatory effects of Thai traditional topical herbal recipe for osteoarthritis of knee. Naresuan Phayao Journal. 15(1), 11-22.

Gumgumjee NM, et al. (2012). Antimicrobial activities and chemical properties of Tamarindus indica L. leaves extract. African Journal of Microbiology Research. 6(32), 6172-6181.

อาอีเซาะส์ เบ็ญหาวัน และคณะ. (2560). ฤทธิ์การยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดกลิ่นกายของสารส้มร่วมกับสารสกัดสมุนไพรในท้องถิ่น. รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ ครั้งที่ 6, ปัตตานี. หน้า 1807-1821.

Saenjum C, et al. (2010). Antioxidant activity and protective effects on DNA damage of Caesalpinia sappan L. extract. Journal of Medicinal Plants Research. 4(15), 1594-1600.

Nirmal NP and Panichayupakaranant P. (2015). Antioxidant, antibacterial, and anti-inflammatory activities of standardized brazilinrich Caesalpinia sappan extract. Pharmaceutical Biology. 53(9), 1339–1343.

กมลลักษณ์ ลือเรื่อง และคณะ. (2562). สารพฤกษเคมีและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบในพิกัดยาตรีกฏุก. วารสารหมอยาไทยวิจัย. 5(2), 1-19.

คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา. บัญชียาจากสมุนไพร พ.ศ. 2549. พิมพ์ครั้งที่ 2. โรงพิมพ์ชุนนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย:กรุงเทพมหานคร, 2551.

อัจฉรา ศรีสุวพันธ์. (2556). ผลของน้ำขิงกับระยะเวลาการเริ่มไหลของน้ำนมมารดาหลังคลอด. วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์. 27(3), 244-250.

Viana GSB, et al. (2000). Antinociceptive effect of the essential oil from Cymbopogon citratus in mice. Journal of Ethnopharmacology. 70, 323-327.

Silva CB, et al. (2008). Antifungal activity of the lemon grass oil and citral against Candida spp. The Brazilian. Journal of Infectious Diseases. 12(1), 63-66.

Smith EP. (1994). Estrogen resistance caused by a mutation in the estrogen-receptor gene in a man. The New England Journal of Medicine. 331, 1056-1061.

Park JH, et al. (2014). Inhibition of NO production in LPS-stimulated RAW264.7 macrophage cells with curcuminoids and xanthorrhizol from the rhizome of Curcuma xanthorrhiza Roxb. and quantitative analysis using HPLC. Journal of the Korean Society for Applied Biological Chemistry. 57, 407-412.

Boonmee A, et al. (2011). An antioxidant protein in Curcuma comosa Roxb. Rhizomes. Food Chemistry. 124, 476-480.

เยี่ยมศิริ มณีพิสมัย และคณะ. (2555). ฤทธิ์ต้านการอักเสบและแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคผิวหนังอักเสบของสารสกัดจากใบหนาด. วารสารจันทรเกษมสาร. 18(35), 33-40.