ผลของการสักยารักษากลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนบนเรื้อรัง

Main Article Content

ทิยานันท์ ปานิตย์เศรษฐ์
ศรินทร์รัตน์ จิตจำ
สิริรัตน์ เลาหประภานนท์
ชฎาพร เกลี้ยงจันทร์
นูรฮายาตี ปูลาประเปะ
วสันต์ หะยียะห์ยา

บทคัดย่อ

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการสักยารักษากลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนบนเรื้อรัง ในอาสาสมัคร อายุ 20–60 ปี จำนวน 30 คน ที่มารับบริการที่เรือนศรีวิชัยคลินิกการแพทย์ไทย เปรียบเทียบก่อนและหลังการสักยา บันทึกข้อมูลด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินระดับความเจ็บปวด (Pain score) ด้วยเครื่องมือ Numerical Rating scale การวัดองศาการเคลื่อนไหวของคอด้วยเครื่องมือ Goniometer และการตรวจจุดกดเจ็บด้วยเครื่องมือ Manual Algometer อาสาสมัครได้รับการสักยารักษากลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนบนเรื้อรัง ในบริเวณที่ปวด จำนวน 3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างครั้งละ 3 วัน ใช้เวลาครั้งละ 20 นาที วิเคราะห์ผลการวิจัยโดยใช้สถิติ Repeated Measures ANOVA


ผลการศึกษาพบว่า การวัดระดับความเจ็บปวดก่อนการสักยามีค่าเฉลี่ย 5.60±0.89 คะแนน และหลังทำการสักยาครั้งที่ 3 ค่าเฉลี่ย 3.46±1.67 คะแนน อาการปวดลดลงเฉลี่ย 2 คะแนน การประเมินองศาการเคลื่อนไหวของคอในท่าก้มหน้าคางชิดอก ก่อนการสักยามีค่าเฉลี่ย 34.00±4.79 องศา หลังการสักยาครั้งที่ 3 มีองศาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 42.07±3.85 องศา การวัดองศาคอท่าเงยหน้ามองเพดาน ก่อนการสักยามีค่าเฉลี่ย 31.90±8.96 องศา หลังการสักยาครั้งที่ 3 มีองศาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 45.40±9.84 องศา และการวัดองศาคอในท่าเอียงหูชิดไหล่ก่อนการสักยา มีค่าเฉลี่ย 29.20±13.65 องศา หลังการสักยาครั้งที่ 3 มีองศาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 32.67±2.64 องศา และเมื่อเปรียบเทียบความสามารถทนต่อจุดกดเจ็บก่อนการสักยามีค่าเฉลี่ย 56.93±18.64 kg/cm² หลังการสักยาครั้งที่ 3 สามารถทนต่อจุดกดเจ็บได้เพิ่มขึ้นมีค่าเฉลี่ย 63.47±16.94 kg/cm² แตกต่างทางนัยสำคัญทางสติที่ระดับ p-value ≤ 0.05

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
ปานิตย์เศรษฐ์ ท. ., จิตจำ ศ., เลาหประภานนท์ ส. ., เกลี้ยงจันทร์ ช. ., ปูลาประเปะ น. ., & หะยียะห์ยา ว. (2025). ผลของการสักยารักษากลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนบนเรื้อรัง. วารสารหมอยาไทยวิจัย, 11(2), 131–146. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/261368
ประเภทบทความ
นิพนธ์ต้นฉบับ

เอกสารอ้างอิง

Buckle PW, and Devereux JJ. (2002). The nature of work-related neck and upper limb musculoskeletal disorders. Applied Ergonomics. 33(3), 207–217.

จิตตาภรณ์ มงคลแก่นทราย และ อุไรวรรณ หมัดอ่าดัม. (2562). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความผิดปกติขอระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อในบุคลากรสำนักงานมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. วารสารวิชาการสาธารณสุข. 28(1), 37–44.

Shariat A, et al. (2018). Prevalence rate of neck, shoulder and lower back pain in association with age, body mass index and gender among Malaysian office workers. Work. 60(2), 191–199.

Edmondston SJ, and Singer KP. (1997). Thoracic spine: anatomical and biomechanical considerations for manual therapy. Manual Therapy, 2(3):132-143.

สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. อัตราป่วยโรคกระดูกและกล้ามเนื้อจากการทำงาน ปี พ.ศ. 2566. สืบค้นเมื่อ 29 กันยายน 2564, จากhttps://hdcservice.moph.go.th/hdc/reports/report.php?

source=envocc/format1.php&cat_id=f16421e617aed29602f9f09d951cce68&id=74b22d3ae96848ef364e6b1a26da8f37

Mansoor SN, et al. (2022). Ergonomics and musculoskeletal disorders among health care professionals: Prevention is better than cure. The Journal of the Pakistan Medical Association. 72(6), 1243–1245.

Smith JA, and Osborn M. (2007) Pain as an assault on the self: an interpretative phenomenological analysis of the psychological impact of chronic benign low back pain. Psychology and Health. 22(5), 517-534.

โสภา ลี้ศิริวัฒนกุล และคณะ. (2559). ผลของโปรแกรมการนวดแผนไทยต่อกลุ่มอาการออฟฟิศชินโดรมของบุคลากร. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข. 29(2), 129–141.

ศุภวรรณ ชัยประกายวรรณ์ และคณะ. (2563). การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลและความปลอดภัยในการกักน้ำมันงา และน้ำมันตำรับขัดมอนในการบรรเทาอาการปวด หลังส่วนล่าง. วารสารหมอยาไทยวิจัย. 6(1), 35–44.

ประกาศคณะกรรมการหมอพื้นบ้าน เรื่อง ลักษณะ ประเภท หรือกรรมวิธีของภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2562. ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 136 ตอนพิเศษ 222 ง. หน้า 24-29.

สุทธิรา ขุมกระโทก และคณะ. (2559). สักยารักษาโรค. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. 14(2), 212–216.

พรพรรณ คำมา และคณะ. (2565). ประสิทธิผลการสักยาเปรียบเทียบกับการประคบสมุนไพรในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม. วารสารหมอยาไทยวิจัย. 8(1), 129-144.

อำพล บุญเพียร และลดาวัลย์ อุ่นประเสริฐพงศ์ นิชโรจน์. (2561). การศึกษาประสิทธิผลของการนวดด้วยน้ำคั้นไพลและน้ำมันไพลต่ออาการปวดกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ ในนักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้. 6(1), 121-132.

Lee SK, et al. (2002). Suppressive effect of natural sesquiterpenoids on inducible cyclooxygenase (COX-2) and nitric oxide synthase (iNOS) activity in mouse macrophage cells. Journal of Environmental Pathology, Toxicology and Oncology, 21(2), 141-148.

พิชญา นาไชย และธัญญะ พรหมศร. (2567). ประสิทธิผลของการสักยาน้ำมันต่อระดับความปวดและองศาการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง. วารสารสาธารณสุขและสุขภาพศึกษา. 4(1), 1-15.

Faul F, et al. (2007). G*Power 3: A flexible statistical power analysis program for the social, behavioral, and biomedical sciences. Behavior Research Methods, 39(2), 175-191.

Cavalieri TA. (2002). Pain management in the elderly. Journal of Osteopathic Medicine. 102(9), 481-5.

ศิริกร ทองเบื้อง และคณะ. (2557). ความตรงและความเที่ยงของการวัดระดับความรู้สึกกดเจ็บด้วยเครื่องวัดชนิดออกแรงกดด้วยมือในผู้ที่่มีจุดกดเจ็บบนกล้ามเนื้อบ่าสวนบน. วารสารเทคนิคการแพทย์และกายภาพบําบัด. 26(3), 313-320.

คณะอนุกรรมการธำรงมาตรฐานคุณภาพสถานพยาบาลปฐมภูมิ ทร. (2557). คู่มือการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในสถานพยาบาลปฐมภูมิ ทร. (Infection Control : IC). 36-50.

พงศ์รพี พงศ์วิวัฒน์. (2564). ผลของการเกิดกล้ามเนื้อกระตุกเฉพาะที่ขณะรักษากลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อพังผืดในกล้ามเนื้อทราพีเซียสส่วนบนโดยวิธีการฉีดจุดกดเจ็บ: การศึกษาย้อนหลัง. วารสารวิชาการแพทย์เขต 11(2), 1-13.

World Health Organization. (2000). Obesity: preventing and managing the global epidemic. Report of a WHO consultation. World Health Organization technical report series. 2000;894:i-xii, 1-253.

Sogaard K, and Sjogaard G. (2017). Physical activity as cause and cure of muscular pain: evidence of underlying mechanisms. Exercise and Sport Sciences Reviews. 45(3): 136–45.

สุภารัตน์ สุขโท และคณะ. (2563). ผลระยะสั้นของการนวดไทยแบบราชสำนักในผู้ที่มีอาการของโรคลมปลายปัตคาด สัญญาณ 4 หลัง. วารสารหมอยาไทยวิจัย. 6(1), 1-20.

Navarro-Santana MJ, et al. (2020). Effectiveness of Dry Needling for Myofascial Trigger Points Associated with Neck Pain Symptoms: An Updated Systematic Review and Meta-Analysis. Journal of Clinical Medicine. 9(10), 1-35.

ดลยา ถมโพธิ์ และคณะ. (2564). การศึกษาประสิทธิผลของการนวดกดจุด ประคบและพอกสมุนไพรเพื่อบำบัดอาการปวดในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคข้อเข่าเสื่อมของโรงพยาบาลบัวใหญ่ อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา. วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ . 36(2), 391-401.

Aggarwal BB, et al. (2007). Curcumin: The Indian Solid Gold. Advances in Experimental Medicine and Biology. 2007:595:1-75. doi: 10.1007/978-0-387-46401-5_1.

พโนมล ชมโฉม. (2563). ผลของการสักยาต่อระดับความปวดกล้ามเนื้อของผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังตอนล่าง. วารสารการศึกษาและวิจัยการสาธารณสุข. 1(1), 1-14.