ประสิทธิผลของการใช้เจลสมุนไพรร่วมกับกระเป๋าประคบร้อนระบบไฟฟ้าต่อการลดอาการปวดประจำเดือนแบบปฐมภูมิของนักศึกษาสาขาการแพทย์แผนไทย คณะแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

Main Article Content

สุภาวดี นนทพจน์

บทคัดย่อ

งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการใช้เจลสมุนไพรร่วมกับกระเป๋าประคบร้อนระบบไฟฟ้าต่อการลดอาการปวดประจำเดือนแบบปฐมภูมิในนักศึกษาสาขาการแพทย์แผนไทย คณะแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี จำนวน 21 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย เจลสมุนไพร กระเป๋าประคบร้อนระบบไฟฟ้า และแบบสอบถามประวัติการมีประจำเดือน ระดับความปวดประจำเดือนก่อน-หลัง และความพึงพอใจต่อการใช้เจลสมุนไพรร่วมกับกระเป๋าประคบร้อนระบบไฟฟ้า ค่าสัมประสิทธิ์ครอนบาค เท่ากับ 0.70, 0.95, 0.92 และ 0.70 ตามลำดับ คุณภาพของเครื่องมือมีค่า IOC รายข้อระหว่าง 0.67-1.00 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน Paired t-test ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีประจำเดือนครั้งแรกอายุเฉลี่ย 10-12 ปี มีอาการปวดประจำเดือนในลักษณะปวดหน่วง การบรรเทาอาการด้วยการนอนพัก ผลการเปรียบเทียบระดับความปวดประจำเดือนก่อนและหลังการใช้เจลสมุนไพรร่วมกับกระเป๋าประคบร้อนระบบไฟฟ้า พบว่า อาการปวดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p<0.05 และนักศึกษามีความพึงพอใจโดยรวมในระดับมาก ( = 4.35, SD=0.17) โดยเฉพาะในด้านขั้นตอนการประคบและการดูแลสุขภาพด้วยเจลสมุนไพรร่วมกับกระเป๋าประคบร้อนระบบไฟฟ้า ( =4.76, SD=0.43) ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นวิธีการดูแลตนเองขณะปวดประจำเดือนได้ เพื่อบรรเทาอาการปวดประจำเดือนและเพิ่มความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิตประจำวัน

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
นนทพจน์ ส. (2025). ประสิทธิผลของการใช้เจลสมุนไพรร่วมกับกระเป๋าประคบร้อนระบบไฟฟ้าต่อการลดอาการปวดประจำเดือนแบบปฐมภูมิของนักศึกษาสาขาการแพทย์แผนไทย คณะแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี. วารสารหมอยาไทยวิจัย, 11(1). สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/274652
ประเภทบทความ
นิพนธ์ต้นฉบับ

เอกสารอ้างอิง

Fernández-Martínez E, et al. (2020). Menstrual problems and lifestyle among Spanishuniversitywomen. International Journal of Environmental Research and Public Health. 17.7425, 1-13.

Schoep M, et al. (2019). The impact of menstrual symptoms on everyday life: A survey among 42,879 women. American Journal of Obstetrics and Gynecology. 220(6), 569.

เบญจมาภรณ์ บุตรศรีภูมิ และยุวดี วิทยพันธ์. (2562). ความชุก ผลกระทบและวิธีการจัดการต่ออาการปวดประจำเดือน. วารสารพยาบาลสงขลานครินทร์. 39(1), 41-52.

Fernández‐Martínez E, et al. (2019). The impact of dysmenorrhea on quality of life among Spanish female university students. International Journal of Environmental Research and Public Health. 16(5), 713.

วารุณี เพไร และภัทรพร อรัณยภาค. (2555). การศึกษาความชุกของการปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ พฤติกรรมการจัดการตนเองและความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยบางประการกับการปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิของนักศึกษามหาวิทยาลัยสยาม (รายงานผลการวิจัย). กรุงเทพฯ : สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยสยาม.

Abd El-Mawgod M, et al. (2016). Epidemiology of dysmenorrhea among secondary-school students in Northern Saudi Arabia. Journal of the Egyptian Public Health Association. 91(3), 115–119.

Dawood, M. Y. (2006). Primary dysmenorrhea: Advances in pathogenesis and management. Obstetrics & Gynecology, 108(2), 428–441.

ราตรี พระนคร. (2559). การติดตามผลของการใช้ยาสมุนไพรตำรับ “สาวสองพันปี” ต่ออาการแสดงระหว่างมีประจำเดือน. วารสาร มฉก.วิชาการ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ. 19(38), 13-19.

กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2562). แนวทางการใช้ยาสมุนไพรเพื่อบรรเทาอาการปวดประจำเดือน. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 จาก https://www.dtam.moph.go.th

สุภาวดี นนทพจน์ และสุพรรณฉัตร หนูสวัสดิ์. (2567). การพัฒนากระเป๋าประคบร้อนสมุนไพรระบบไฟฟ้าลดอาการปวดหลังส่วนล่าง (รายงานผลการวิจัย). มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี.

กัญทร ยินเจริญ และคณะ. (2565). ผลของเจลสมุนไพรสูตรประยุกต์และตำรับยาพอกสมุนไพรต่อการบรรเทาอาการปวดประจำเดือนในนักศึกษาที่ปวดประจำเดือนปฐมภูมิ. วารสารหมอยาไทยวิจัย. 8(2), 1–12.

นาริตา สุพร และคณะ. (2566). การศึกษาประสิทธิผลของแผ่นเจลตำรับยาพอกท้องน้อยขับโลหิตต่ออาการปวดประจำเดือนในกลุ่มผู้ที่มีอาการโลหิตปกติโทษ. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก.21(3), 557-572.

ธีรวุฒิ เอกะกุล. ระเบียบวิธีวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. อุบลราชธานี : สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี, 2546.

Akin M, et al. (2001). Continuous low-level topical heat in the treatment of dysmenorrhea. Obstetrics & Gynecology. 97(3), 343–349.

Sundararajan V, et al. (2021). Menstrual health and wellbeing among young women: A review of the literature. Journal of Adolescent Health. 68(2), 237–246.

เรืองฤทธิ์ โทรพันธ์ และคณะ. (2561). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการจัดการอาการปวดประจำเดือน ในสตรีวัยรุ่น.วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์. 2(3), 19-31.

พนิดา กมุทชาติ และคณะ. (2562). กลุ่มอาการปวดประจำเดือน (โลหิตปกติโทษ) ตามคัมภีร์มหาโชตรัต.วารสารหมอยาไทยวิจัย. 5(2), 53-67.

Sawyer, S. M., et al. (2018). The age of adolescence. The Lancet Child & Adolescent Health. 2(3), 223–228.

Parent, A. S, et al. (2003). The timing of normal puberty and the age limits of sexual precocity: Variations around the world, secular trends, and changes after migration. Endocrine Reviews. 24(5), 668–693.

รัชนีกร สันติธรรม. (2564). ผลของโปรแกรมอาหารต่อการลดอาการปวดและความไม่สุขสบายในสตรีที่มีอาการปวดประจำเดือน. วารสารมหาวิทยาลัยคริสเตียน. 27(2), 62-76.

American College of Obstetricians and Gynecologists. (2015). Menstruation in girls and adolescents: Using the menstrual cycle as a vital sign (Committee Opinion No. 651). Obstetrics & Gynecology. 126(6), e143–e146.

Centers for Disease Control and Prevention. (2021). About heavy menstrual bleeding. สืบค้นเมื่อ 20 มิถุนายน 2568 จาก

https://www.cdc.gov/ncbddd/blooddisorders/women/menorrhagia.html

Sonia Ponzo, et al. (2022). Menstrual cycle-associated symptoms and workplace productivity in US employees: A cross-sectional survey of users of the Flo mobile phone app. Digital Health.8, 1–12.

Jeong, D., Lee, H. & Kim, J. (2023). Effects of sleep pattern, duration, and quality on premenstrual syndrome and primary dysmenorrhea in korean high school girls. BMC Women's Health. 23, 456.

ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. (n.d.). Dysmenorrhea: ภาวะปวดประจำเดือน. สืบค้นเมื่อ 20 มิถุนายน 2568 จาก https://w1.med.cmu.ac.th/obgyn/lecturestopics/46837/

Akin, M. D., Dilen, C., & Akin, I. I. (2021). Dysmenorrhea and its impact on the quality of life in women. Journal of Clinical Medicine. 10(2), 345-350.

ศศิธร ลายเมฆ และคณะ. (2561). การใช้โยคะเพื่อบรรเทาอาการไม่สุขสบายจากการปวดประจำเดือน.วารสารพยาบาลสงขลานครินทร์. 38(1), 154–162.

Gyan Karla Advíncola dos-Santos, et al. (2020). Effects of cold versus hot compress on pain in university students with primary dysmenorrhea. Brazilian Journal of Pain. 3(1), 25-8.