การพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียของโรงพยาบาล เพื่อลดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพลงสู่ชุมชน
คำสำคัญ:
ต้นแบบ, การจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ, ระบบบำบัดน้ำเสีย, โรงพยาบาลบทคัดย่อ
การศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการโดยใช้กระบวนการ PAOR ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ซึ่งประกอบด้วย การวางแผน, การปฏิบัติ,การสังเกต และการสะท้อนผล โดยทำการศึกษาในโรงพยาบาลกลุ่มตัวอย่าง 18 แห่ง ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา
ผลการศึกษา พบว่าก่อนการพัฒนา มีโรงพยาบาลที่ตรวจพบเชื้อดื้อยาในระบบบำบัดน้ำเสีย สูงถึง 94.44% จากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ทางสถิติ (Pearson’s Chi-square) พบว่า ประเภทของโรงพยาบาลและประเภทของระบบบําบัดน้ำเสียไม่มีความสัมพันธ์กับการพบเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในน้ำทิ้งและกากตะกอนอย่างมีนัยสําคัญ (p>0.05), และปริมาณคลอรีนอิสระคงเหลือ มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสําคัญ (p<0.05) กล่าวคือ หากค่าคลอรีนน้อยกว่า 0.5 mg/L จะพบเชื้อดื้อยา แต่หากรักษาค่าคลอรีนให้อยู่ระหว่าง 0.5-1 mg/L และมีระยะเวลาสัมผัสไม่น้อยกว่า 30 นาที จะไม่พบเชื้อดื้อยาชนิด ESBL producing E.coli, Fluoroquinolone resistant Salmonella spp. และ Vancomycin resistant Enterococci (VRE) ในน้ำทิ้ง และแนวทางต้นแบบ 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การกําจัดของแข็งแขวนลอย 2) การจ่ายคลอรีนอัตโนมัติ 3) การจัดการบ่อฆ่าเชื้อโรคแบบ Plug flow 4) ระบบตรวจวัดคลอรีนอิสระคงเหลือแบบ Real-time 5) การควบคุมตามเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งภายหลังการพัฒนาโรงพยาบาลทั้ง 18 แห่ง ไม่พบเชื้อดื้อยาในน้ำทิ้ง
การศึกษานี้สรุปได้ว่า ความสำเร็จเกิดจากนโยบายที่ชัดเจน ความตระหนักของผู้บริหาร และการมีส่วนร่วมของพหุวิชาชีพ, ผู้วิจัยเสนอให้ใช้แนวทาง Multi-barrier approach ภายใต้บริบท สุขภาพหนึ่งเดียว (One health) และควรมีการบริหารจัดการกากตะกอนอย่าง ถูกวิธีเนื่องจากเป็นแหล่งสะสมของเชื้อ
เอกสารอ้างอิง
Thamlikitkul V, Tiengrim S, Thamthaweechok N, Buranapakdee P, Chiemchaisri W. Contamination by Antibiotic-Resistant Bacteria in Selected Environments in Thailand. Int J Environ Res Public Health. 2019 Oct 5;16(19):3753. doi: 10.3390/ijerph16193753.
สัจมาน ตรันเจริญ, ประโชติ กราบกราน, ทัยธัช หิรัญเรือง, พนิตา เจริญสุข. การประเมินความพร้อมภาคการสาธารณสุขสู่การพัฒนาต้นแบบการจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพจากระบบบำบัดน้ำเสียในโรงพยาบาล. วารสารสุขาภิบาลอาหารและน้ำ. 2568; 16(1): 20-36.
Kemmis S, McTaggart R. The action research planner. 3rd ed. Deakin University Press; 1990
Gandra S, Trett A, Klein EY, Laxminarayan R. Is Antimicrobial Resistance a Bigger Problem in Tertiary Care Hospitals Than in Small Community Hospitals in the United States? Clin Infect Dis. 2017 Sep 1;65(5):860-863. doi: 10.1093/cid/cix413.
Yang Y, Li B, Zou S, Fang HH, Zhang T. Fate of antibiotic resistance genes in sewage treatment plant revealed by metagenomic approach. Water Res. 2014 Oct 1;62:97-106. doi: 10.1016/j.watres.2014.05.019.
Buelow E, Bayjanov JR, Majoor E, Willems RJ, Bonten MJ, Schmitt H, van Schaik W. Limited influence of hospital wastewater on the microbiome and resistome of wastewater in a community sewerage system. FEMS Microbiol Ecol. 2018 Jul 1;94(7). doi: 10.1093/femsec/fiy087.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 : วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความหรือข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ประกฎในวารสารศูนย์อนามัยที่ 9 เป็นความคิดเห็นของผู้เขียน บรรณาธิการ คณะผู้จัดทำ และศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา (เจ้าของ) ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย ผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง
ผลการพิจารณาของกองบรรณาธิการและผู้ทรงคุณวุฒิถือเป็นที่สิ้นสุด คณะบรรณาธิการวารสารฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการตรวจแก้ไขข้อความให้ถูกต้องตามหลักภาษาและมีความเหมาะสม
กองบรรณาธิการวารสารฯ ขอสงวนสิทธิ์มิให้นำเนื้อหาใด ๆ ของบทความ หรือข้อคิดเห็นใด ๆ ของผลการประเมินบทความในวารสารฯ ไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาตจากกองบรรณาธิการ อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร และผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารศูนย์อนามัยที่ 9