คุณค่าเชิงวินิจฉัยของอัลตราซาวด์ในผู้ป่วยที่สงสัยภาวะไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน

Main Article Content

จุฑารัตน์ นรเศรษฐ์สิงห์

บทคัดย่อ

บทนำ: ภาวะไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันเป็นภาวะฉุกเฉินทางศัลยกรรมในช่องท้องที่พบบ่อย ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการยังไม่ชัดเจน การตรวจทางรังสีมีบทบาทในการช่วยวินิจฉัยภาวะนี้ รวมถึงเพื่อการแยกโรคอื่นๆที่อาจทำให้ผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องน้อยด้านล่างขวาออกไป ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ถูกต้องรวดเร็วมากขึ้น ปัจจุบันอัลตราซาวด์เป็นการตรวจที่นำมาใช้ในผู้ป่วยที่สงสัยภาวะไส้ติ่งอักเสบมากขึ้นเนื่องจากไม่มีปริมาณรังสี(radiation dose)
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความแม่นยำของการใช้อัลตราซาวด์เป็นเครื่องมือตรวจวินิจฉัยเบื้องต้นสำหรับภาวะไส้ติ่งอักเสบ เปรียบเทียบกับผลที่พบในการผ่าตัดและพยาธิวิทยาและเพื่อศึกษาลักษณะทางกายภาพทางอัลตราซาวด์ที่พบในผู้ป่วยที่สามารถเห็นไส้ติ่งจากการตรวจ รวมถึงลักษณะที่พบร่วมอื่นๆในผู้ป่วยที่ปวดท้องด้านล่างขวา
วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษา diagnostic accuracy research แบบย้อนหลังเชิงพรรณนา (retrospective cross-sectional design with population-based data collection) เก็บข้อมูลในผู้ป่วยที่ได้รับการส่งมาตรวจ อัลตราซาวด์ที่แผนกรังสีวิทยาโรงพยาบาลสุรินทร์แบบฉุกเฉินด้วยอาการปวดท้องน้อยด้านขวาล่าง หรือระบุว่าสงสัยไส้ติ่งอักเสบ ในระหว่าง 1 สิงหาคม พ.ศ.2563 ถึง 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2564 ผู้ป่วยทุกรายได้รับการติดตามต่อว่าได้รับการผ่าตัดหรือรักษาตามอาการโดยไม่ได้รับการผ่าตัดหากได้รับการผ่าตัด บันทึกผลพยาธิวิทยา ในรายที่ผลอัลตราซาวด์เป็นลบที่ไม่ได้ผ่าตัด เก็บข้อมูลสรุปวินิจฉัยผู้ป่วยก่อนกลับบ้าน และเก็บข้อมูลในรายที่มีการมาติดตามอาการหลังกลับบ้านภายในระยะเวลา 1 เดือน
ผลการศึกษา: อัลตราซาวด์มีความไวในการวินิจฉัยไส้ติ่งอักเสบค่อนข้างต่ำเพียงร้อยละ 50(95% CI; 31.3-68.7)แต่มีความจำเพาะค่อนข้างสูงร้อยละ 95.7 (95% CI; 87.8-99.1)positive predictive valueร้อยละ 83.3(95% CI; 58.6-96.4) และnegative predictive valueร้อยละ81.5 (95% CI; 71.3-89.2) จากการอัลตราซาวด์ ไม่สามารถมองเห็นไส้ติ่งได้ร้อยละ 76.8เห็นไส้ติ่งมีขนาดมากกว่า 6 มิลลิเมตร ร้อยละ 18.2ไขมันในช่องท้องมี echogenicity เพิ่มขึ้น(echogenic fat) ร้อยละ 3มีน้ำในช่องท้องร้อยละ 12.1 และมีfluid collection ร้อยละ 6.1
สรุป: อัลตราซาวด์มีความจำเพาะสูงในผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบ แต่มีความไวต่ำในการวินิจฉัยดังนั้น อัลตราซาวด์จึงมีประโยชน์ในผู้ป่วยรายที่มีอาการปวดท้องน้อยด้านล่างขวาและมีการวินิจฉัยจากอาการได้ไม่ชัดเจน ในรายที่ตรวจพบไส้ติ่งมีขนาดมากกว่า 6 มิลลิเมตร สามารถช่วยวินิจฉัยไส้ติ่งอักเสบได้และช่วยลดความเสี่ยงการได้รับรังสีจากการตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ในคนไข้กลุ่มนี้แต่ในผู้ป่วยที่ผลอัลตราซาวด์เป็นลบ ควรต้องพิจารณาร่วมกับอาการ การตรวจร่างกาย และอาจส่งตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพิ่มเติมในกรณีที่ยังสงสัย นอกจากนี้อัลตราซาวด์ยังมีประโยชน์ในแง่ของการช่วยวินิจฉัยโรคอื่นที่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยปวดท้องน้อยด้านล่างขวาที่ไม่ใช่ไส้ติ่งอักเสบ

Downloads

Download data is not yet available.

Article Details

บท
นิพนธ์ต้นฉบับ

References

Ferris M, Quan S, Kaplan BS, Molodecky N, Ball CG, Chernoff GW, et al. The Global Incidence of Appendicitis: A Systematic Review of Population-based Studies. Ann Surg 2017;266(2):237-41. doi: 10.1097/SLA.0000000000002188.

Rybkin AV, Thoeni RF. Current concepts in imaging of appendicitis. Radiol Clin North Am 2007;45(3):411-22, vii. doi: 10.1016/j.rcl.2007.04.003.

Espejo OdJA, Mejía MEM, Guerrero LHU. Acute appendicitis: imaging findings and current Approach to diagnostic images. Rev Colomb Radiol 2014; 25(1): 3877-88.

Expert Panel on Gastrointestinal Imaging:, Garcia EM, Camacho MA, Karolyi DR, Kim DH, Cash BD, et al. ACR Appropriateness Criteria ® Right Lower Quadrant Pain-Suspected Appendicitis. J Am Coll Radiol 2018;15(11S):S373-S387. doi: 10.1016/j.jacr.2018.09.033.

Costello JE, Cecava ND, Tucker JE, Bau JL. CT radiation dose: current controversies and dose reduction strategies. AJR Am J Roentgenol 2013;201(6):1283-90. doi: 10.2214/AJR.12.9720.

Harris PA, Taylor R, Thielke R, Payne J, Gonzalez N, Conde JG. Research electronic data capture (REDCap)--a metadata-driven methodology and workflow process for providing translational research informatics support. J Biomed Inform 2009;42(2):377-81. doi: 10.1016/j.jbi.2008.08.010.

Puylaert JB. Acute appendicitis: US evaluation using graded compression. Radiology. 1986 Feb;158(2):355-60. doi: 10.1148/radiology.158.2.2934762.

D'Souza N, D'Souza C, Grant D, Royston E, Farouk M. The value of ultrasonography in the diagnosis of appendicitis. Int J Surg. 2015 Jan;13:165-169. doi: 10.1016/j.ijsu.2014.11.039.

Pacharn P, Ying J, Linam LE, Brody AS, Babcock DS. Sonography in the evaluation of acute appendicitis: are negative sonographic findings good enough?. J Ultrasound Med 2010;29(12):1749-55. doi: 10.7863/jum.2010.29.12.1749.

Prapruttam D, Klawandee S, Tangkittithaworn P, Wongwaisayawan S. Effect of alvarado score on the negative predictive value of nondiagnostic ultrasound for acute appendicitis. [Internet]. 2021. 2001 [cited 2022 Feb 25]; Available from:URL: https://www.jmuonline.org/temp/JMedUltrasound000-2451871_064838.pdf.

Cohen B, Bowling J, Midulla P, Shlasko E, Lester N, Rosenberg H, et al. The non-diagnostic ultrasound in appendicitis: is a non-visualized appendix the same as a negative study?. J Pediatr Surg 2015;50(6):923-7. doi: 10.1016/j.jpedsurg.2015.03.012.

Daga S, Kachewar S, Lakhkar D, Jethlia K, Itai A. Sonographic evaluation of acute appendicitis and its complications. West Afr J Radiol 2017;24(2):152-6. DOI: 10.4103/wajr.wajr_41_16

Hosseini A, Omidian J, Nazarzadeh R. Investigating Diagnostic Value of Ultrasonography in Acute Appendicitis. Adv Biomed Res 2018;7:113. doi: 10.4103/abr.abr_79_18.

Pedram A, Asadian F, Roshan N. Diagnostic Accuracy of Abdominal Ultrasonography in Pediatric Acute Appendicitis. Bull Emerg Trauma 2019;7(3):278-83. doi: 10.29252/beat-0703011.

Al-Ajerami Y. Sensitivity and specificity of ultrasound in the diagnosis of acute appendicitis. East Mediterr Health J 2012;18(1):66-9. doi: 10.26719/2012.18.1.66.

Chakraborty AK, Olcott EW, Jeffrey BR. Hyperechoic Abdominal Fat: A Sentinel Sign of Inflammation. Ultrasound Q 2019;35(2):186-94. doi: 10.1097/RUQ.0000000000000387.

Partain KN, Patel A, Travers C, McCracken CE, Loewen J, Braithwaite K, et al. Secondary signs may improve the diagnostic accuracy of equivocal ultrasounds for suspected appendicitis in children.

J Pediatr Surg 2016;51(10):1655-60. doi: 10.1016/j.jpedsurg.2016.03.005.