ผลของโปรแกรมการสนทนาเสริมสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์

Main Article Content

วิทธวัช แก้วบุดศา

บทคัดย่อ

หลักการและเหตุผล: ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีการควบคุมโรคเบาหวานได้ไม่ดีมีปัญหาสุขภาพช่องปากทั้งโรคฟันผุ  และโรคปริทันต์อักเสบที่มากกว่าปกติส่งผลต่อการสูญเสียฟันในช่องปากได้  


วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินผลโปรแกรมการสนทนาเสริมสร้างแรงจูงใจรายบุคคลต่อการดูแลสุขภาพช่องปากในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์


วิธีการศึกษา: การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental study) โดย การเปรียบเทียบความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ทำการแบ่งกลุ่ม (allocation) ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (simple random sampling) เป็นกลุ่มที่ได้รับการโปรแกรมการสนทนาเสริมสร้างแรงจูงใจรายบุคคล (กลุ่มทดลอง) และการให้ทันตสุขศึกษาแบบปกติ (กลุ่มควบคุม) เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564 ถึง วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2565  โดยใช้แบบสอบถาม และการตรวจสุขภาพช่องปากใช้ระยะเวลา 3 เดือนในการเก็บข้อมูลก่อนและหลังการได้รับโปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ความแตกต่างด้วยการทดสอบที  แมกนีมาร์  และไคสแควร์ 


ผลการศึกษา: ผลการวิเคราะห์โดยการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม ภายในกลุ่มก่อนและหลังการให้ทันตสุขศึกษาของแต่ละกลุ่ม พบว่ามีเพียงค่าเฉลี่ยทัศนคติในกลุ่มควบคุมเท่านั้นที่ไม่แตกต่างจากก่อนการได้รับโปรแกรม  และเมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยก่อนและหลังการทดลองระหว่าง 2 กลุ่ม พบว่า กลุ่มทดลองมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ทั้งในด้าน ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมต่อกลุ่มควบคุม  ส่วนในการเปรียบเทียบผลของการควบคุมคราบจุลินทรีย์โดยใช้ค่าดัชนีวัดคราบจุลินทรีย์ (O’Leary plaque index) ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมทั้ง 2 กลุ่มพบว่า  ภายในกลุ่มทดลองเท่านั้นที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)  


สรุป: ดังนั้นการปรับใช้โปรแกรมการสนทนาเสริมสร้างแรงจูงใจ (Motivational Interviewing)ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ทำให้ผู้ป่วยเกิดแรงจูงใจภายในและมีพันธะสัญญาที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของตนเองได้ดี และมีผลต่อประสิทธิภาพการแปรงฟันที่ดีขึ้นได้ 

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
แก้วบุดศา ว. (2026). ผลของโปรแกรมการสนทนาเสริมสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์. วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์, 41(2), 287–296. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/280416
ประเภทบทความ
นิพนธ์ต้นฉบับ

เอกสารอ้างอิง

World Health Organization. Global report on diabetes. Geneva : World Health Organization ; 2016.

สุพัตรา ศรีวณิชชากร. สถานการณ์การป่วยและการตายด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในประเทศไทย ในระยะ 5 ปี (2553-2557). วารสารควบคุมโรค 2560;43(4):379-90.

Molina C, Ojeda L, Jiménez M, Portillo C, Olmedo I, Hernández T et al. Diabetes and Periodontal Diseases: An Established Two-Way Relationship. J Diabetes Mellitus 2016;6:209-9. doi: 10.4236/jdm.2016.64024.

Casanova L, Hughes FJ, Preshaw PM. Diabetes and periodontal disease: a two-way relationship. Br Dent J 2014;217(8):433-7. doi: 10.1038/sj.bdj.2014.907.

Mealey BL, Oates TW; American Academy of Periodontology. Diabetes mellitus and periodontal diseases. J Periodontol 2006;77(8):1289-303. doi: 10.1902/jop.2006.050459.

Gillam DG, Yusuf H. Brief Motivational Interviewing in Dental Practice. Dent J (Basel) 2019;7(2):51. doi: 10.3390/dj7020051.

Stenman J, Wennström JL, Abrahamsson KH. A brief motivational interviewing as an adjunct to periodontal therapy-A potential tool to reduce relapse in oral hygiene behaviours. A three-year study. Int J Dent Hyg 2018;16(2):298-304. doi: 10.1111/idh.12308.

สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. หลักสูตรการปรึกษาเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพลดเสี่ยงลดโรคไม่ติดต่อ สำหรับบุคลากรสาธารณสุข. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์ การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ; 2555.

Faul F, Erdfelder E, Lang AG, Buchner A. G*Power 3: a flexible statistical power analysis program for the social, behavioral, and biomedical sciences. Behav Res Methods 2007;39(2):175-91. doi: 10.3758/bf03193146.

Godard A, Dufour T, Jeanne S. Application of self-regulation theory and motivational interview for improving oral hygiene: a randomized controlled trial. J Clin Periodontol 2011;38(12):1099-105. doi: 10.1111/j.1600-051X.2011.01782.x.

O'Leary TJ, Drake RB, Naylor JE. The plaque control record. J Periodontol 1972;43(1):38. doi: 10.1902/jop.1972.43.1.38.

Nakre PD, Harikiran AG. Effectiveness of oral health education programs: A systematic review. J Int Soc Prev Community Dent 2013;3(2):103-15. doi: 10.4103/2231-0762.127810.

ศิริพันธ์ หอมแก่นจันทร์. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ในเขตอำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง. [วิทยานิพนธ์ปริญญาสาธารณสุขมหาบัณฑิต]. วิชาเอกการจัดการการสร้างเสริมสุขภาพ, คณะสาธารณสุขศาสตร์, บัณฑิตวิทยาลัย; กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ; 2559.

สิริรัตน์ วีระเศรษฐกุล. ความเที่ยงตรงของแบบสอบถามเพื่อการคัดกรองโรคปริทันต์อักเสบในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2. วารสารการแพทย์โรงพยาบาลอุดรธานี 2562;27(1):12–20.

Saengtipbovorn S, Taneepanichskul S. Lifestyle Change Plus Dental Care (LCDC) program improves knowledge, attitude, and practice (KAP) toward oral health and diabetes mellitus among the elderly with type 2 diabetes. J Med Assoc Thai 2015;98(3):279-90. PMID: 25920299

Saengtipbovorn S, Taneepanichskul S. Effectiveness of lifestyle change plus dental care program in improving glycemic and periodontal status in aging patients with diabetes: a cluster, randomized, controlled trial. J Periodontol 2015;86(4):507-15. doi: 10.1902/jop.2015.140563.