การพัฒนาระบบการบริหารจัดการอัตรากำลังพยาบาลเพื่อเพิ่มความปลอดภัยของผู้ป่วย โรงพยาบาลบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์

Main Article Content

สุกัญญา ศรีสง่า
รัชนี ศรีโสภา
นงลักษณ์ ตาทอง
นาคินทร์ สดไสย์

บทคัดย่อ

หลักการและเหตุผล: จากการศึกษาปรากฎการณ์ระบบการบริหารจัดการอัตรากำลังพยาบาลโรงพยาบาลบุรีรัมย์ พบว่าระบบการบริหารอัตรากำลังพยาบาลไม่ชัดเจน ทำให้จำนวนเวรเฉลี่ยและชั่วโมงเฉลี่ยการต่อสัปดาห์เกินที่สภาการพยาบาลกำหนด เกิดภาวะเหนื่อยล้าของพยาบาลและส่งผลต่อผลลัพธ์ การดูแลผู้ป่วยที่ไม่ได้ตามเป้าหมาย


วัตถุประสงค์: 1) เพื่อพัฒนาและศึกษาเปรียบเทียบผลลัพธ์ของระบบการบริหารจัดการอัตรากำลังพยาบาลก่อนและหลังการพัฒนา 2) ศึกษาความพึงพอใจของหัวหน้าหอผู้ป่วยและพยาบาลวิชาชีพต่อระบบการบริหารจัดการอัตรากำลังพยาบาลก่อนและหลังการพัฒนา


วิธีการศึกษา: เป็นการวิจัยและพัฒนา มี 4 ขั้นตอนคือ 1) ขั้นเตรียมการและสำรวจสภาพปัญหาและความต้องการการบริหารอัตรากำลังพยาบาล 2) ขั้นการออกแบบและพัฒนาระบบ 3) การทดลองใช้ “ร่าง”ระบบการบริหารจัดการอัตรากำลังพยาบาล 4) ประเมินผลลัพธ์และปรับปรุงระบบที่พัฒนา ผู้ร่วมวิจัยเป็นบุคลากรทางการพยาบาลที่ปฏิบัติงานระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 ถึงเดือน ธันวาคม พ.ศ.2568 ประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยเฉพาะสาขาศึกษาจากประชากรทั้งหมดจำนวน 7 คน 2) หัวหน้าหอผู้ป่วยศึกษาจากประชากรทั้งหมดจำนวน 39 คน 3) พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วย ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 245 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ คะแนนเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Chi-square และ Paired t-test


ผลการศึกษา: ได้ระบบการบริหารจัดการอัตรากำลังพยาบาลประกอบด้วย1) Input ได้แก่ นโยบายการบริหารจัดการอัตรากำลังพยาบาล 2) Processได้แก่ ห้องเรียนหัวหน้า การนิเทศและการเพิ่มอัตรากำลัง 3) Output ได้แก่ ความปลอดภัยของผู้ป่วย การบริหารจัดการอัตรากำลังพยาบาลและองค์กรพยาบาล เมื่อนำระบบที่พัฒนาไปใช้พบว่า 1) ด้านความปลอดภัยของผู้ป่วย ได้แก่อัตราความผิดพลาดในการบริหารยาและสารน้ำลดลงจาก 1.7 เหลือ 0.9 ต่อ 1000 วันนอน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.006) อัตราการเกิดแผลกดทับลดลงจาก 3.3 เหลือ1.9 ต่อ1000 วันนอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value =0.000) อัตราการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะจากการคาสายสวนปัสสาวะก่อนและหลังการพัฒนาไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value =0.123) 2) ด้านการบริหารจัดการอัตรากำลังพยาบาล ได้แก่เวรการทำงานเฉลี่ยต่อเดือนลดลงจาก 33.5 เหลือ 31.9 เวรต่อเดือน ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยต่อสัปดาห์ของพยาบาลวิชาชีพลดลงจาก 58.5 เหลือ 55.8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ร้อยละพยาบาลที่ปฏิบัติงาน 16 ชั่วโมงติดต่อกันต่อวันเกิน 2 วันต่อสัปดาห์ลดลงจากร้อยละ 4.4 เหลือร้อยละ 1.6 อัตราการเกิดเข็มทิ่มต่ำลดลงจากร้อยละ 6.1 เป็นร้อยละ 1.6 และคะแนนเฉลี่ยความเหนื่อยล้าในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพโดยรวมลดลงจาก 1.2 (SD=0.6) เหลือ 1.1 (SD=0.5) อย่างมีนัยสำคัญ ร้อยละ 6.4 เหลือร้อยละ 0.4 ส่วนคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจของของหัวหน้าหอผู้ป่วยต่อระบบการบริหารจัดการอัตรากำลังเพิ่มจาก 3.7 (SD=0.6) เป็น 4.1 (SD=0.4) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.017) สำหรับพยาบาลวิชาชีพเพิ่มจาก 3.3 (SD=0.6) เป็น 3.6 (SD=0.6) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.000)


สรุป: ระบบการบริหารจัดการอัตรากำลังที่พัฒนาสามารถทำให้ผู้ป่วยปลอดภัยและบริหารจัดการอัตรากำลังพยาบาลได้ดีขึ้นสามารถลดความเหนื่อยล้าในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพได้

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
ศรีสง่า ส., ศรีโสภา ร., ตาทอง น., & สดไสย์ น. (2026). การพัฒนาระบบการบริหารจัดการอัตรากำลังพยาบาลเพื่อเพิ่มความปลอดภัยของผู้ป่วย โรงพยาบาลบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์. วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์, 41(2), 377–391. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/283765
ประเภทบทความ
นิพนธ์ต้นฉบับ

เอกสารอ้างอิง

จรูญผล แสงสิริไพบูลย์. การศึกษาภาระงานเพื่อกำหนดอัตรากำลังบุคลากรทางการพยาบาล ของกลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลกระบุรี. วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสุขภาพ 2565;5(2):179–188.

ธีรพร สถิรอังกูร, กนกพร แจ่มสมบูรณ์, สมจิตต์ วงศ์สุวรรณสิริ, ศิริมา ลีละวงศ์, หทัยรัตน์ บุญแก้ว. การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการอัตรากำลังพยาบาลเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย: กรณีศึกษา จังหวัดราชบุรี. วารสารวิชาการสาธารณสุข. 2562;2 (6):1130-1142.

สภาการพยาบาล. นโยบายชั่วโมงการทำงานของพยาบาลเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ประกาศ ณ 17 เมษายน 2560. [อินเตอร์เน็ท]. 2560. [สืบค้น 4 ตุลาคม 2567]. ค้นได้จาก:URL: https://www.tnmc.or.th/images/userfiles/files/H002.pdf.

วนิดา สิงหชาติปรีชากุล. การจัดอัตรากำลังบุคลากรทางการพยาบาลตามความต้องการการพยาบาลของหอผู้ป่วยใน : กรณีศึกษา โรงพยาบาลเจ็ดเสมียน จังหวัดราชบุรี. วารสารแพทย์เขต 4-5.2563;39(3):500-9.

กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลบุรีรัมย์. สถิติกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลบุรีรัมย์. บุรีรัมย์ : กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ; 2567. (เอกสารอัดสำเนา).

ฐณัฐ วงศ์สายเชื้อ. Q&A 204_ประชากร-กลุ่มตัวอย่าง คำนวณได้เก็บจริงและการเผื่อกลุ่มตัวอย่าง [อินเตอร์เน็ท]. [สืบค้น 13 ตุลาคม 2567]. 2561. ค้นได้จาก:URL: https://www.youtube.com/watch?v=cvtVWVjDSGw.

นิศากร กะการดี. ความเหนื่อยหน่ายในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ เจนเนอเรชั่นวายโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง. [ปริญญานิพนธ์พยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต]. แขนงวิชาการบริหารการพยาบาล, คณะพยาบาลศาสตร์, บัณฑิตวิทยาลัย; กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ; 2561.

ปิยะ บูชา, นิพิฐพนธ์ แสงด้วง. การวิจัยและพัฒนา:กระบวนการและการประยุกต์ใช้. วารสารสาธารณสุขแพร่เพื่อการพัฒนา. 2564;1(1):77-89.

เกศินี กิตติบาล, อารี ชวีเกษมสุข, ชูชาติ พ่วงสมจิตร์. การจัดการความเหนื่อยล้าจากการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา. วารสารพยาบาลโรคหัวใจและทรวงอก 2564;32(1):121-36.

วชิราภรณ์ พึ่งศรีเพ็ง. การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะของผู้ป่วยที่คาสายสวนปัสสาวะในหอผู้ป่วยวิกฤตโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง. [ปริญญานิพนธ์สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต]. วิชาเอกการจัดการการบริการสาธารณสุข, คณะสาธารณสุขศาสตร์, บัณฑิตวิทยาลัย; กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ; 2561.

พารุุณีี วงษ์์ศรี, สดสวย ทองมหา, นิิภาพร บุตรสิงห์, สุมาวดี สกุนตนิิยม, อสิตา วงศ์ไพรกรณ์. ปัจจัยเสี่ยงต่อการติดทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการคาสายสวนปัสสาวะในศูนย์การแพทย์ระดับตติยภูมิ. วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการพยาบาล 2566;29(3):303-18.

เบญจมาส วงศ์มณีวรรณ, ถาวร ล่อกา, กัญญ์พัชญ์ ศรีทอง. การพัฒนารูปแบบการบริหารอัตรากำลังพยาบาลดูแลผู้ป่วยวิกฤติ โรงพยาบาลลำปาง. วารสารวิชาการสุขภาพภาคเหนือ. 2565;9(2):265-282.