การประเมินประสิทธิภาพการปั่นแยกพลาสมาด้วยเครื่องปั่นเหวี่ยงความเร็วสูง สำหรับการทดสอบการแข็งตัวของเลือดเพื่อลดระยะเวลาการรอคอยผลการตรวจ ของโรงพยาบาลสุรินทร์

Main Article Content

อุมาภรณ์ ศรีสุข
อำไพ หวังวก

บทคัดย่อ

หลักการและเหตุผล: การรักษาผู้ป่วยกลุ่มโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ต้องมีผลตรวจprothrombin time (PT), activated partial thromboplastin time (aPTT) ที่รวดเร็ว เพื่อใช้ประเมินก่อนการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด (rTPA) แต่วิธีมาตรฐานในการปั่นแยกพลาสมาก่อนการตรวจวิเคราะห์การทดสอบการแข็งตัวของเลือดใช้เวลาอย่างน้อย 15 นาที ทำให้ระยะเวลารอคอยผลการตรวจนานและเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการช่วยชีวิตผู้ป่วย
วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินวิธีการปั่นแยกพลาสมาสำหรับการทดสอบการแข็งตัวของเลือดด้วยเครื่องปั่นเหวี่ยงความเร็วสูงที่มีอยู่ในห้องปฏิบัติการ กับวิธีปั่นมาตรฐาน
วิธีการศึกษา: ศึกษาพลาสมาที่เหลือจากงานประจำของผู้ป่วยโรงพยาบาลสุรินทร์ จำนวน 86 ราย ระหว่าง เดือนพฤศจิกายน ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2567 เปรียบเทียบความแตกต่างของจำนวนเกล็ดเลือด, ค่า PT, aPTT, Potassium (K) และ Lactate dehydrogenase (LDH) ในพลาสมาที่ปั่นแยกด้วยความเร็วรอบ 3,000 รอบต่อนาที (1,500 g) นาน 15 นาที และ 8,000 รอบต่อนาที (6,153 g) นาน 3 นาที นำค่าที่ตรวจวัดมาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ Paired t test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ (p ≥ 0.05)
ผลการศึกษา: จากตัวอย่างเลือดจำนวน 86 ราย เป็นผู้ที่ไม่ได้รับยากันเลือดแข็งจำนวน 46 ราย และผู้ที่ได้รับยากันเลือดแข็งจำนวน 40 ราย พบว่าจำนวนเกล็ดเลือดน้อยกว่า 10,000 เซลล์ต่อไมโครลิตร ตามมาตรฐาน CLSI กำหนด ค่า PT, aPTT, K และ LDH ไม่มีความแตกต่างกันทั้งสองกลุ่ม (p ≥ 0.05)
สรุป: การปั่นแยกพลาสมาด้วยความเร็วสูง 8,000 รอบต่อนาที นาน 3 นาที สามารถเตรียม platelet poor plasma ได้โดยไม่ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกและค่าการทดสอบ PT, INR และ APTT ไม่มีความแตกต่างจากวิธีมาตรฐานที่ความเร็ว 3,000 รอบต่อนาที นาน 15 นาที ดังนั้นจึงสามารถลดระยะเวลาในขั้นตอนกอนการตรวจวิเคราะห์ของการทดสอบ PT, aPTT ได้อย่างน้อย 12 นาที รายงานผลการตรวจได้ถูกต้อง รวดเร็ว ทันต่อการรักษาผู้ป่วยในภาวะฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
ศรีสุข อ. ., & หวังวก อ. . (2025). การประเมินประสิทธิภาพการปั่นแยกพลาสมาด้วยเครื่องปั่นเหวี่ยงความเร็วสูง สำหรับการทดสอบการแข็งตัวของเลือดเพื่อลดระยะเวลาการรอคอยผลการตรวจ ของโรงพยาบาลสุรินทร์. วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์, 40(3), 697–704. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/276583
ประเภทบทความ
นิพนธ์ต้นฉบับ

เอกสารอ้างอิง

สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข. แผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี ด้านสาธารณสุข (พ.ศ.2560 - 2579) ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 2. นนทบุรี : สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์; 2561.

สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์. แนวทางการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสำหรับพยาบาลทั่วไป. กรุงเทพฯ: ธนาเพร สการพิมพ์; 2559.

Clinical and Laboratory Standards Institute. Collection, Transport, and Processing of Blood Specimens for Testing Plasma- Based Coagulation Assays and Molecular Hemostasis Assays; Approved Guideline. 5th ed. CLSI Document H21–A5. Wayne, PA: Clinical and Laboratory Standards Institute; 2009.

Sweeney JD, Cheves TA, Laga AC. The effect of specimen hemolysis on coagulation test results. Am J Clin Pathol 2006; 126:748-55.

สุวลี อินต๊ะ. การเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการปั่นแยกพลาสมาสำหรับการทดสอบการแข็งเลือดของเลือดระหว่าง 4,000 รอบต่อนาที นาน 5 นาที กับวิธีมาตรฐาน. Thammasat University Hospital Journal Online, 2019; 4(3):41-8.

อาทิตยา สบายยิ่ง. การเปรียบเทียบการปั่นแยกพลาสมาสำหรับการทดสอบการแข็งตัวของเลือดด้วยเครื่องตกตะกอนความเร็วสูงกับวิธีที่ใช้ในปัจจุบันในโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์. [อินเทอร์เน็ต]. 2565 [สืบค้นเมื่อ 5 ธันวาคม 2567]. เข้าถึงได้จาก : ผลงานวิชาการ ของ อาทิตยา สบายยิ่ง โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์.pdf

พัชราวดี ศรีงาม, จิราพร สิทธิถาวร, ภานุทรรศน์ กฤชเพชรรัตน์. การประเมินประสิทธิภาพการปั่นแยกพลาสมาสำหรับการทดสอบการแข็งตัวของเลือดด้วยเครื่องปั่นเหวี่ยงความเร็วสูง. วารสารโลหิตวิทยาและเวชศาสตร์บริการโลหิต 2556; 23:211-16

Almagor M, Lavid-Lavy O. Effects of blood-collection systems and tube on hematologic, chemical, and coagulation tests on plasma hemoglobin. Clin Chem 2001; 47:794-5.

Mansour MM, Azzazy HM, Kazmierczak SC. Correction factors for estimating potassium concentration in samples with in vitro hemolysis. Arch Pathol Lab Med 2009; 133:960-6.